เก็บออมเพื่อให้การเงินพอดีกับชีวิต มีเงินเหลือไว้ใช้จ่าย

ออมเพื่อใช้ยามแก่

เมื่อคุณอายุยังน้อย การตรวจสอบสถานะทางการเงินของอาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่สามารถรอได้ แต่การประเมินจุดที่คุณกำลังยืนอยู่เป็นประจำจะเป็นประโยชน์ต่อคุณในปัจจุบันและในอนาคต นี่คือ 7 ขั้นตอนในการพิจารณาการเงินของตัวเอง

1.ทำความเข้าใจกับสินทรัพย์และหนี้สิน

สินทรัพย์ที่คุณเป็นเจ้าของและหนี้สินทั้งหมด สินทรัพย์ อาจรวมถึงเงินสด เงินฝากออมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์และสิ่งอื่นใดที่มีมูลค่า เช่น รถหรือของสะสม หนี้สิน อาจรวมถึงการจำนอง เงินกู้ สินเชื่อรถยนต์ ตั๋วเงินและหนี้บัตรเครดิต พิจารณาการคำนวณมูลค่าสุทธิของคุณเป็นประจำทุกปี โดยการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหมดและหักหนี้สินของคุณ วิธีนี้สามารถช่วยให้คุณติดตามดูภาพทางการเงินโดยรวมได้

2.ประเมินเป้าหมายของตัวเอง

อย่างน้อยปีละครั้ง ลองทบทวนถึงเป้าหมายระยะสั้น, ปานกลางและระยะยาว เป้าหมายระยะสั้น เช่น การชำระเงินค่าบัตรเครดิต เป้าหมายระยะปานกลาง เช่น การลงทุน รวมทั้งการออมเพื่อการมีบ้าน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้บ่อย คุณอาจตัดสินใจที่จะประเมินไม่ทุก 3-6 เดือนตามความเหมาะสม

3.ตรวจสอบรายงานเครดิตของคุณ

เป็นรายงานทางการเงินที่แสดงข้อมูลเครดิต คือ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิต และจะแสดงในรายงานข้อมูลเครดิตเมื่อมีผู้ร้องขอ โดยแนะนำให้ตรวจสอบรายงานของคุณอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีการอัปเดตและถูกต้อง

4.ตั้งชื่อผู้รับผลประโยชน์ของคุณ

เมื่อคุณเปิดบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ควรขอให้ระบุชื่อผู้รับเงินซึ่งเป็นบุคคลที่จะเก็บเงินจากบัญชีในกรณีที่คุณเสียชีวิต โดยปกติคู่สมรสของคุณเป็นผู้รับประโยชน์ตามค่าเริ่มต้นของคุณ แต่คุณอาจต้องการกำหนดให้เด็กหรือบุคคลอื่น ควรตรวจสอบการเลือกของคุณเป็นประจำทุกปีเพื่อให้มั่นใจว่ามีความเหมาะสม

5.จัดการภาษี

สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้จัดการเรื่องเงินเผื่อไว้เพียงพอที่จะจ่ายค่าภาษีให้ดีก่อนถึงเวลาที่ต้องจ่ายเงินภาษีประจำปี รวมทั้งที่เกี่ยวช้องกับภาษีให้ละเอียดรอบคอบที่สุด

6.ตรวจสอบว่าการลงทุนและเป้าหมายของคุณสอดคล้องกัน

เป็นไปได้ว่าเงินลงทุนของคุณไม่ว่าจะเป็นในแผนเกษียณอายุหรือบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ต้องเสียภาษี รวมถึงกองทุนรวมที่ลงทุนในรูปแบบต่างๆ ลองพิจารณารายไตรมาสเพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกของคุณเหมาะสมกับอายุและเป้าหมายทางการเงินของคุณ

7.ตรวจสอบว่ามีประกันที่ถูกต้องหรือไม่

ประมาณปีละครั้งเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินประเภทและจำนวนเงินประกันที่คุณต้องการ ถ้าคุณมีบ้านให้คนอื่นเช่าบ้านคุณอาจต้องการพิจารณาการประกันภัยของผู้เช่าเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ หรือเมื่อคุณซื้อบ้านคุณต้องมีประกันบ้านจากเจ้าของบ้าน นอกจากนี้คุณยังอาจต้องการความคุ้มครองพิเศษสำหรับรายการที่มีค่าเช่น เครื่องประดับหรืองานศิลปะ ตัวแทนประกันจะสามารถช่วยให้คุณประเมินว่าคุณมีประเภทประกันที่เหมาะสมหรือไม่

5 เคล็ดลับง่ายๆ ทำให้การออมเงินไม่ใช่เรื่องยาก

5 เคล็ดลับง่ายๆ ทำให้การออมเงินไม่ใช่เรื่องยาก

5 เคล็ดลับง่ายๆ ทำให้การออมเงินไม่ใช่เรื่องยาก

ตราบเท่าที่คุณยังคงมีอายุน้อยและมีร่างกายแข็งแรง รวมทั้งยังไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน คุณอาจจะยังไม่รู้คุณค่าของการออมเงิน จนกว่าวันหนึ่งที่คุณมีเหตุให้ทำงานไม่ได้เหมือนเดิมหรือเกิดอะไรขึ้นกับตนเองและครอบครัว พอถึงตอนนั้นคุณจะเห็นคุณค่าของการออมขึ้นมาทันที ดังนั้น อย่าใช้ชีวิตอย่างประมาทควรเริ่มคิดและลงมืออมเงินตั้งแต่วันนี้และต่อไปนี้คือเคล็ดลับการออมเงินที่สามารถทำตามได้ทันที

1. เปิดบัญชีออมทรัพย์เฉพาะ

ขั้นตอนแรกในการสร้างเงินออม การเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเป็นบัญชีคนละบัญชีกับธนาคารหลักของคุณที่คุณใช้เพื่อฝากและถอนเงิน ส่วนบัญชีใหม่นี้ใช้เพียงเพื่อสำหรับการฝากเงินเท่านั้น และเพื่อประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยให้มองหาธนาคารที่มีอัตราการให้ดอกเบี้ยมากที่สุดด้วย

2. ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่พึงประสงค์

ไม่ว่าจะเป็นการสมัครรับบริการรายเดือนจากสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตจริงๆ เช่น บริการดูหนัง ฟังเพลง หรือแทนที่จะไปเสียค่าบริการฟิตเนสคุณสามารถออกกำลังกายได้ที่สวนสาธารณะหรือแม้แต่ออกกำลังกายที่บ้านก็ยังได้ หรือค่ากินอาหารนอกบ้าน ส่วนหนึ่งของการจัดการตัวเองให้มีเงินออมมากขึ้นคือ รู้ว่าค่าใช้จ่ายที่ควรค่ากับการต้องจ่าย และค่าใช้จ่ายใดที่เกินความจำเป็น

3. เป็นระบบ

หากคุณยังไม่มีไอเดียว่าจะเริ่มเก็บเงินอย่างไร สามารถใช้สูตรที่ผ่านการทดลองแล้ว และอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการมีวินัยทางการเงินของตัวเอง สูตรหนึ่งที่เป็นที่นิยมในหมู่คนที่ใส่ใจเรื่องเงิน คือกฎที่เรียกว่า 80-20 คือการเก็บเงินเอาไว้ 20% ของรายได้ ของคุณโดยไม่ต้องคำนึงว่ามันจะเป็นจำนวนเงินเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม และส่วนที่เหลือคือการเอาไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน

4. เรียนรู้วิธีการลงทุน

ให้เงินทำงานกับคุณ แต่อย่าไปเชื่อการหลอกลวงที่มีโฆษณาในลักษณะว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็วและสัญญาว่าจะมีค่า ROI สูงมาก (Return of Investment) เป็นไปได้ที่จะได้รับผลตอบแทนสูงในการซื้อขาย Forex และการซื้อขายหุ้น แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าคุณจะได้รับเงินอย่างต่อเนื่องเพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับภาวะของตลาด ที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง มีความเสี่ยงในการลงทุนเสมอ อ่านหนังสือ เข้าร่วมการสัมมนาและหลักสูตรเกี่ยวกับการลงทุน พยายามเรียนรู้ การลงทุนในระยะสั้นและระยะยาว รู้ความแตกต่างระหว่างกา รInvesting และ Trading การลงทุนในกองทุน หุ้น Forex หรือการลงทุนแบบอื่นๆยิ่งรู้มากความเสี่ยงก็จะลดลงมากเช่นกัน

5. หารายได้จากช่องทางอื่น

เมื่อคุณประสบปัญหาในการสร้างรายได้เพื่อหาทางเพื่อจะมีเงินออม บางครั้งการสร้างรายได้หลายช่องอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการประหยัดเงิน เช่น การเป็นตัวแทนขายสินค้า การขายสินค้าที่ไม่ใช้แล้วหรือเสนอบริการที่เป็นอิสระตามทักษะความสามารถ จะเป็นวิธีเพิ่มรายได้แม้ว่าจะได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีทั้งสิ้น

5 เคล็ดลับทางการเงินก่อนแต่งงานเพื่อการออมเงิน

5 เคล็ดลับทางการเงินก่อนแต่งงานเพื่อการออมเงิน

5 เคล็ดลับทางการเงินก่อนแต่งงานเพื่อการออมเงิน
มีคนบอกว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าเงินมีความสำคัญทั้งก่อนแต่งงานและหลังแต่งงาน โดยเฉพาะหลังแต่งงานแล้วหากมีปัญหาทางการเงินก็รับรองได้ว่าชีวิตคู่จะไม่มีความสุขแน่นอน เพราะการจัดการทางการเงินและการออมเงินนั้นมีความสำคัญมาก ดังนั้น มีบางสิ่งที่ควรทำก่อนการแต่งงาน คือ

1. ตรวจสอบการเงินด้วยตัวคุณเอง

แฟนของคุณอาจพูดคุยเกี่ยวกับเงินก่อนการแต่งงาน แต่การขาดความรู้เรื่องเงินที่ดีพอนั้นอาจมีความเสี่ยงมาก ความผิดพลาดในอดีตอาจมีผลต่ออนาคตของคุณด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทำความรู้จักกับสถานการณ์ทางการเงินของกันและกัน เช่น จำนวนบัตรเครดิตที่ทั้ง 2 คนมี วิธีที่คุณใช้จ่ายเงิน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิสัยการใช้จ่ายและสถานภาพทางการเงินของแฟนจะช่วยให้คุณตัดสินใจในการผสานเรื่องเงินของคุณหลังจากที่คุณแต่งงานแล้ว

2. ทำความเข้าใจกับหนี้ของคู่ของคุณ

ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังเป็นหนี้ก็ควรต้องทำความเข้าใจว่าหนี้ของแฟนมีลักษณะอย่างไรก่อนที่คุณจะแต่งงาน นี่เป็นเรื่องที่บางคนไม่เคยคิดหรือรับรู้มาก่อนมาซึ่งอาจจะมารู้ในภายหลังจากการแต่งงานไปแล้วที่ทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ บางกรณีถ้าจำเป็นคุณสามารถทำงานร่วมกันกับแฟนเพื่อรับภาระหนี้สินในส่วนนี้ได้ (หากคุณมั่นใจว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของคุณมากจนเกินไป) แต่จนกว่าจะถึงเวลาดังกล่าวให้เก็บข้อมูลทางการเงินของคุณแยกต่างหาก เช่น พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดบัญชีร่วมกัน เพราะคุณควรจะต้องรักษาประวัติเครดิตทางการเงินที่ดีเอาไว้ก่อนนี่คือเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด

3. ประหยัดสำหรับงานแต่งงานและอื่นๆ

อย่าพยายามเป็นหนี้เพื่อจัดงานแต่งงานแม้ว่าใครจะบอกว่ามันเป็นครั้งเดียวในชีวิตก็ตามเพราะชีวิตคู่ที่มีความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่างานแต่งหรูหราแค่ไหน ควรจัดตามกำลังฐานะที่มี นอกจากนี้คุณอาจยังต้องการเงินบางส่วนเพื่อไปฮันนีมูนการออมหรือการชำระเงินดาวน์ในบ้านหลังใหม่นั่นเป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก

4. สร้างงบประมาณของครอบครัว

นำบิลหรือเอกสารการแจ้งหนี้ทั้งหมดเข้าด้วยกันและวางทุกอย่างลงบนโต๊ะ จากนั้นทำการคำนวณว่าในแต่ละเดือนมีรายได้และรวมจ่ายเท่าไหร่ เพื่อหางบประมาณที่เหมาะสมและมากพอที่จะเป็นเงินออมของครอบครัว

5. รวมหรือแยกบัญชีกัน

มีหลายวิธีที่คุณสามารถจัดการเงินได้ภายหลังจากการแต่งงาน ลองตัดสินใจดูว่าคุณจะเปิดบัญชีธนาคารร่วมกันหรือต่างคนต่างแยกบัญชีของตัวเอง พิจารณาตัวเลือกต่างๆและตัดสินใจว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณอย่างไร

5 วิธีง่ายๆในการออมเงินให้ได้ผล

5 วิธีง่ายๆในการออมเงินให้ได้ผล

5 วิธีง่ายๆในการออมเงินให้ได้ผล

บางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดเกี่ยวกับการเริ่มต้นออมเงินให้ประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือการพยายามหาจุดเริ่มต้นให้ได้นั่นเองและ คำแนะนำแบบทีละขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยสร้างนิสัยที่ช่วยประหยัดเงินและสามารถช่วยให้คุณวางแผนการออมที่ได้ผลจริงๆได้

1.บันทึกค่าใช้จ่าย

สิ่งแรกที่จะต้องเริ่มในการออมเงินก็คือการทำการจดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์และแต่ละเดือน เช่น ค่าหนังสือพิมพ์ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าน้ำมันรถ ค่าสำหรับความบันเทิง เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามควรเก็บมาบันทึกลงในสมุดหรือจะใช้แอปปลิเคชั่นในโทรศัพท์ก็ได้

2.ตั้งงบประมาณ

เมื่อคุณรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องใช้จ่ายในหนึ่งเดือน คุณก็จะสามารถเริ่มจัดระเบียบค่าใช้จ่ายที่บันทึกไว้ภายใต้งบประมาณที่สามารถทำได้ งบประมาณของคุณควรสรุปว่าค่าใช้จ่ายของคุณมีค่าเท่าไรเพื่อให้คุณสามารถวางแผนการใช้จ่ายและ จำกัดการจ่ายเงินได้ แต่นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายรายเดือนแล้วยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษไม่ได้เกิดขึ้นประจำ เช่น การบำรุงรักษารถยนต์ หรือภาษี เป็นต้น

3.วางแผนออมเงิน

พยายามทำให้รายได้ของคุณหักเป็นเงินออม 10-15 เปอร์เซ็นต์ หากค่าใช้จ่ายของคุณสูงมากจนคุณไม่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากนักก็อาจถึงเวลาที่ต้องตัด โดยระบุสิ่งที่ไม่สำคัญที่ออก เช่น ความบันเทิงและการรับประทานอาหารนอกบ้าน ค่าหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

4.เลือกลงทุนการออม

การเอาเงินไปฝากธนาคารอาจมีความมั่นคงสูงและก็ให้ผลตอบแทนในเรื่องของดอกเบี้ยก็จริงแต่มันก็น้อยมากๆ จึงไม่ใช่วิธีที่ดีนักที่จะทำให้เงินออกของคุณเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้น ควรเลือกลงทุนในกองทุนต่างๆที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้นจะดีกว่า เพราะมีโอกาสได้ค่าตอบแทนมากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นควรหาความรู้และข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ โดยคุณสามารถหาข้อมูลการลงทุนในกองทุนต่างๆได้ จาก ธนาคารทุกธนาคารหรือสถาบันการเงินบางแห่ง ซึ่งจะยินดีจะช่วยบริการคุณอย่างเต็มที่แน่นอน

5.ดูการออมของคุณเติบโตขึ้น

ตรวจสอบความก้าวหน้าในเงินออมของคุณทุกๆเดือน ไม่เพียงแค่เป็นการช่วยให้คุณปฏิบัติตามแผนออมให้ได้ผลเท่านั้นนั้น แต่ยังช่วยให้คุณสามารถระบุและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว วิธีง่ายๆในการออมเงินอาจสร้างแรงบันดาลใจให้คุณประหยัดมากขึ้นและนั่นก็หมายถึงจำนวนเงินออมที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

การออมเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะต้องทำตั้งแต่เริ่มมีรายได้นี่คือสิ่งที่มีความสำคัญมากอย่างเพราะไม่มีใครที่จะสามารถทำงานหนักไปได้ทั้งชีวิต

เคล็ดลับการออมเงิน สำหรับคนเก็บเงินไม่เก่ง

เก็บออมเงิน

มุมมองผ่านการออมเงินในยุคปัจจุบัน หลายคนกลับเลือกที่จะมองว่า การออมเงินเป็นเรื่องที่ยากมาก และมักจะทำกันไม่สำเร็จ เพราะคิดว่าตนเองเป็นคนที่ใช้เงินเก่ง แถมค่าใช้จ่ายใจแต่ละวันก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ต้องเพิ่มหนี้สินเข้ามา จนกระทั่งไม่สามารถออมเงินได้นั่นเอง แต่จริง ๆ แล้วการออมเงินถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก และยังคงเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้อย่างแน่นอน แถมบางคนที่มีหนี้สินอยู่บ้าง ยังคงสามารถออมเงินได้อีกเช่นเดียวกัน แต่การออมเงินในแต่ละครั้ง คุณจะต้องตั้งใจออมอย่างแท้จริงเท่านั้น ส่วนคนที่เก็บเงินไม่เก่งไม่จำเป็นจะต้องกังวลใจ เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ในการออมเงิน ต่อให้เป็นคนเก็บเงินไม่เก่งสักแค่ไหน ก็ยังคงสามารถออมเงินได้ หากทำตามนี้

เก็บก่อนเท่านั้น ก่อนที่จะนำเงินไปใช้

หากคุณตั้งมั่นว่าจะออมเงินเก็บเงิน ขอให้คุณเริ่มต้นทำทันที ในกรณีของการออมเงินให้เห็นผล คุณจะต้องบังคับตนเองให้ได้ และห้ามนำเงินส่วนนี้ไปใช้เด็ดขาด ส่วนวิธีการออม ให้คุณแบ่งเงินเดือนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เป็นเงินเก็บเงินออม โดยที่คุณห้ามแตะต้องและนำไปใช้

พยายามพกเงินให้น้อยลง

ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนที่ใช้เงินเก่ง และเป็นคนที่เก็บเงินไม่เก่ง หากคุณไม่แยกแยะต่อให้คุณมีเงินมากสักแค่ไหน คุณก็ต้องเลือกใช้เงินจนหมดไปในที่สุด เพราะคุณมักจะพกเงินเยอะ มีเงินอยู่ในมือต่อครั้งเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น การเริ่มต้นออมเงินให้ได้จริง คุณจะต้องหันมาพกเงินให้น้อยลง และใช้เฉพาะจำเป็นเท่านั้น

ไม่ใช้บัตรเครดิต

เมื่อบัตรเครดิตคอยสร้างค่าใช้จ่ายให้กับตัวคุณ ทางออกที่ดีผ่านการออมเงินให้ได้จริง คือ คุณจะต้องไม่ใช่บัตรเครดิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนในส่วนนี้ออกไป หรือถ้าหากใครมีบัตรอยู่แล้ว ก็ควรที่จะเลือกใช้เฉพาะที่จำเป็น และไม่ควรใช้บัตรในการซื้อสินค้า เพราะลดปัญหาการใช้เงินแบบฟุ่มเฟือย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีในการออมเงิน สำหรับคนที่เก็บเงินไม่เป็น หรือใช้เงินเก่ง นั่นก็คือ เลือกเก็บแบงก์ 50 ให้กลายเป็นเงินออม เมื่อคุณพบว่ามีแบงก์ 50 เมื่อไหร่ ขอให้คุณเก็บแบงก์ 50 นั้นให้กลายเป็นเงินออมทันที พยายามหาช่องทางในการเก็บเงิน โดยที่คุณไม่สามารถแคะหรือแกะ หรือแม้กระทั่งเปิดออกมาใช้ได้ การปิดตายภาชนะที่ใส่เงินออม โดยที่คุณไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้อีก จะช่วยให้คุณเก็บเงินและออมเงินได้อย่างแท้จริงแน่นอน

BITCOIN ไม่ใช่ตลาดที่ควรเข้าไปออมเงิน

Bitcoin

เงินอิเล็คทรอนิกส์เกิดขึ้นมาหลากหลายสกุลมาก ซึ่งมีความเป็นมาเป็นไปเยอะพอสมควร จึงจะไม่ขออธิบายที่มาที่ไปของพวกตลาดค่าเงินดิจิตอลเหล่านี้ รู้แค่ว่าปัจจุบันบิทคอยน์สามารถทำให้ผู้ที่ซื้อมาตั้งแต่ช่วงต้นต้นที่เปิดขายสามารถรวยเป็นมหาเศรษฐีได้แล้วหลายคน เพราะราคาบิทคอยน์สมัยขายแรกแรกนั้น หนึ่งบิทคอยน์อยู่เพียงไม่กี่ 1000 บาทสมัยนี้หนึ่งบิทคอยน์อยู่ในระดับถึงหลักแสนไปแล้ว ทำให้ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสายตลาดหุ้นจำนวนมาก รวมไปถึงนักออมเงินก็อาจจะมีการเข้าใจผิดว่านี่คือตลาดที่คนฝาก ได้ดอกเบี้ยเยอะมาก ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 100% เลยด้วยซ้ำถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมานี้

ในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เราต้องเข้าใจว่า อะไรที่เป็นของใหม่มาจะได้รับกระแสและได้รับการยอมรับ จนปัจจุบันบิทคอยน์สามารถขึ้นชูและใช้เป็นสกุลเงินหลักในการชำระของสินค้าต่างๆทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่จีน รัสเซีย อเมริกา หรือประเทศไทยก็มีบ้าง หลายร้านค้าได้เริ่มมีการรับการจ่ายเงินผ่านทางการบิดคอยซึ่งเป็นค่าเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โลกมันไม่ได้สวยขนาดนั้น

กว่าบิทคอยน์สกุลเงินจะขึ้นมามีมูลราคาตลาดระดับนี้ได้ ในสกุลเงินดิจิตอลอันอื่นกลับร่วงดิ่งเหวล้มไม่เป็นท่า ทั้งๆที่ก็มีการเกิดมาพร้อมพร้อมกัน มันเสร็จเรื่องของความนิยมที่มีการแพร่หลาย หากวันหนึ่งมีสกุลเงินที่ใช้ต่อเกิดมาอีกหนึ่งสกุล และมีความพิเศษกว่าหลากหลายกว่า อยู่ๆประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างเช่นอเมริกา จีน และรัสเซีย เกิดมีการรองรับค่าเงินนั้นเกิดขึ้นและยกเลิกการใช้บิทคอยน์มาซื้อของออนไลน์ เมื่อนั้นราคาบิทคอยน์จะดิ่งล่วงเหวไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน

สาเหตุเพราะตลาดใหญ่ไม่ต้องการค่าเงินนี้อีกต่อไป คนที่คิดออมเงินจากตลาดบิทคอยน์จึงมีความเสี่ยงสูง ฝากเงิน 1,000 จากที่หวังได้ 10,000 อาจจะเหลือ 0 บาทและ 10 บาทก็เป็นได้ ถ้าเราอยากจะเป็นนักลงทุนในตลาดนี้ แบ่งเงินมาทดสอบดูบางส่วนได้ และเรียนรู้มันไปเรื่อยเรื่อย แต่หากวันนึงเรารู้สึกว่ามันมีความเสี่ยงเกินที่เราจะรับไหว การฝากเงินเข้าแบงค์ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเรา

บิทคอยด์

ต้องหาวิธีให้เงินเคลื่อนไหวสักหน่อยแล้ว

การเคลื่อนไหวของเงิน

ล่าสุดมีกระแสข่าวในโซเชียลของ Facebook ว่า หากว่ามีเงินก้อนไหนที่มีการอยู่นิ่งนิ่งเป็นเวลามากกว่า 10 ปี อาจจะถูกเก็บเข้าคลังเพื่อนำมาใช้บริหารประเทศ ข่าวนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด แต่เราสามารถลองสมมติเหตุการณ์ได้ว่ากรณีที่มันเป็นข่าวจริงขึ้นมา มันก็มีข้อดีในเชิงของระบบเศรษฐกิจบ้านเรา คือมีการนำเงินที่ตายตัวแน่นิ่งเอาออกไปใช้หมุนเวียนระบบเศรษฐกิจ มีการหมุนเวียน มีการจ้างงาน มีการจับจ่ายใช้สอยเกิดขึ้น แต่มันก็คงไม่ดีสักเท่าไหร่หากว่าเราเป็นเจ้าของเงินก้อนนั้น ทั้งที่อยากจะเก็บแต่ต้องโดนนำไปหมุนเวียนเศรษฐกิจ แม้ว่าในเนื้อหาข่าวที่ยังไม่ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น ได้ระบุไว้ว่าเจ้าของเงินก็สามารถขอคืนได้กรณีที่พบว่าบัญชีได้ถูกปิดลงไป

มาจำลองเหตุการ์ดูสักหน่อย

สมมุติว่าเป็นเรื่องจริงขึ้นมา สิ่งที่เราควรทำอย่างแรกก็คือการเรียนรู้ระบบเศรษฐกิจ พร้อมเสาะหาสิ่งที่น่าลงทุน น่าจะต้อง ใช้เงินของเรานั้นไปต่อยอดเพื่อให้เกิดความงอกเงยมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะตามมาหลังจากเรามีการลงทุนสร้างความเคลื่อนไหวให้กับเงินก้อนมันคือความเสี่ยง เจ้าของเงินควรรู้ลิมิตของตัวเองและเลือกรับความเสี่ยงที่ตัวเองสามารถแบกรับไหว

อย่าได้ทำอะไรเกินตัว อย่าเอาเงินไปเล่นพนันบอลแล้วมาคอยติดตามผ่านหน้า บ้านผลบอล อย่างกระแสช่วงนี้มีกระแสการโยกเงินไปลงทุนในเงินบิทคอยน์ ที่มีมูลราคาสูงขึ้นทุกวันทุกวันแบบก้าวกระโดด แต่ก็ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่ามันจะขึ้นถึงจุดไหน จะไปต่ออีกเท่าไหร่ จะโดนนโยบายการเงินยกเลิกหรือไม่ หรือจะโดนทุบทิ้งดิ่งลงมาเหมือนกับกับค่าเงินโดยทั่วไปที่เวลามีข่าวมักจะเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ทุกอย่างควรจะอยู่ในระดับที่เรารับความเสี่ยงได้

เคลื่อนไหวเงินเก็บ

ความสำคัญของเงินแต่ละคนนั้นต่างกัน

หากเป็นเงินก้อนสำคัญ มีความจำเป็นต้องใช้ในยามฉุกเฉิน ลองหาความเคลื่อนไหวให้มันระดับเล็กน้อย อาจจะนำไปซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ระยะสั้น หรืออะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงต่ำแต่เกิดเป็นเงินเย็น ถ้าอายุของเรายังน้อย รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น อาจจะมองหาลู่ทางของการลงทุนเพิ่มมากยิ่งขึ้นในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เมื่อเรามีการลงทุนมีการสั่งงานระบบเศรษฐกิจ ก็จะมีการหมุนเวียนมากกว่าการที่ต่างคนต่างเก็บไว้ในบัญชี ไม่ได้นำมาใช้สอย ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน ย่อมส่งผลดีกับประเทศ แต่ถ้าจะสห้ดีกับเรา เราก็จำเป็นจะต้องรู้จักฉลาดเลือกลงทุน ไม่งั้นมันจะกลายเป็นแย่ให้กับเราเสียเอง

วิธีออมของผู้มีรายได้น้อย แต่อยากมีเงินเก็บ

วิธีออมของคนรายได้น้อย

สำหรับคนที่มีรายได้น้อยเฉลี่ยหักค่าใช้จ่ายทั้งเดือนแทบไม่เหลือแต่อยากมีเงินเก็บสะสมสำหรับอนาคตควรทำแบบไหน เชื่อว่าหลายๆคนหาหนทางและมักเจอกับสูตรการออมเงินแบบต่างๆ เช่นหักรายได้เท่านั้นเท่านี้มาออม ซื้อกองทุน เก็บเท่านั้นเท่านี้ต่อเดือน แน่นอนว่าคนมีรายได้น้อยทำไม่ได้ จะกินยังแทบไม่พอไอ้จะให้ไปเก็บออมอีกจะเอาที่ไหนกินหากทำตามสูตรหรือคำแนะนำที่มีเพราะนั่นมันมาจากคนเงินเดือนสูงๆ มีเงินเหลือ มีทุนทรัพย์ มีเงินพ่อแม่ให้มา แต่หากคุณไม่มีสิ่งเหล่านั้นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ และไม่ต้องอายเวลาไปฝากเงินด้วย

เริ่มต้นออมจากเดือนละ 100 บาท แน่นอนว่าเงิน 100 บาทสมัยนี้มันดูไม่เยอะบางคนบอกว่าเก็บเดือนละ 100 ปีหนึ่งแค่ 1,200 เดือนทั้งเดือนใช้มากกว่านี้อีก เพราะคิดแบบนี้ไงถึงเก็บเงินไม่ได้บางคน 100 บาทนี่ทำอะไรได้หลายอย่าง หากคุณมีรายได้น้อยแต่พอจะเจียดได้สัก 100 บาทก็ขอให้เอาไปฝากธนาคารไว้ แนะนำให้เปิดบัญชีใหม่เป็นบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ไม่ต้องทำ ATM หรือหากจะทำก็เก็บไว้ให้พ้นมือไม่ต้องหยิบมาใช้ การฝากเดือนละ 100 บาทเป็นการเริ่มต้นฝึกการเก็บออม เราสามารถหยอดตู้ฝากได้ไม่ต้องอายใคร แค่จำเลขบัญชีให้ได้ โอนจากบัญชีเงินเดือนผ่านตู้เอทีเอ็มได้ เห็นไหมว่าสะดวก ฝากเข้าไปทุกเดือนเป็นประจำ เริ่มต้นปีแรกที่ 100 บาทต่อเดือน ปีต่อไป 200 บาทต่อเดือน เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคุณเริ่มเก็บเงินในปีแรกได้ครบปีคุณเริ่มอยากมีเงินมากขึ้นแน่นอน และเริ่มประหยัดตัดรายจ่ายเป็นเพื่อให้เหลือเงินมากขึ้น เราก็มาเก็บออมปีที่ 2 สัก 200 บาท หรือหากคุณมีรายได้เพิ่มขึ้นจะฝากเพิ่มมากกว่านี้ก็ได้

หรือหากในระหว่างปีแรกคุณสามารถฝากได้มากกว่า 100 ในเดือนไหนก็เพิ่มเติมได้เราไม่ได้กำหนดตายตัวแต่ขอให้ฝากทุกเดือนทำไปเรื่อยๆ อาจจะทำตั้งแต่วัยเรียนจนถึงเกษียณอายุงานอัพสกิลการฝากไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรัดเอาที่สามารถฝากได้แต่อย่าขาดตอน หรือหากฝากได้สักประมาณหนึ่งถอนมาฝากสลากออมสินสักปีละครั้งสองครั้งลุ้นโชคและได้ดอกเบี้ยก็ถือว่าไม่เสียหาย หรือหากมีเรื่องฉุกเฉินจำเป็นคุณก็ยังมีเงินสำรองตรงนี้ที่จะถอนมาใช้จ่ายได้ ไม่ต้องอายใครว่าเรามีเงินเก็บน้อย มีรายได้น้อย ไม่ต้องไปเทียบกับใครเพราะบางคนไม่มีเก็บสักบาทก็มี เพราะหามาได้มีแต่รายจ่ายที่ต้องใจหมุนเดือนชนเดือนก็มี ดังนั้นเอาที่สะดวกเรา สบายกระเป๋าเรา ไม่ต้องทำตามใครแล้วคุณจะพบว่าการออมเงินไม่ใช่เรื่องยากและมันทำให้คุณมีเงินสำรองในชีวิตได้

ยุคนี้ควรออมเงินแบบไหนดี

ออมเงิน

การหารายได้เสริมจากที่สมัยก่อนหาง่ายปัจจุบันก็หายาก ทำให้หลายๆคนเป็นหนี้เพราะรายได้ไม่พอ แม้แต่จะออมเงินก็ลำบาก ดังนั้นหลายคนสงสัยว่าควรออมเงินอย่างไร เพราะแต่ละตำราที่หามาได้นั้นส่วนมากให้แบ่งเก็บถึง 30-40 % ของรายรับเลยทีเดียวแน่นอนว่าคนเงินเดือนน้อยทำไม่ได้ วันนี้เรามาหาวิธีกันดูว่าจะออมเงินแบบไหนดี

การออมเงินนั้นจะมีการแบ่งเป็นหลายๆแบบเช่น

ออมเงินเพื่อการศึกษาให้ลูก , ออมเงินไว้สำหรับอนาคต แน่นอนว่าหลายคนคิดว่ามันสำคัญแต่ก็ทำกันไม่ได้เพราะปัจจัยหลักคือเงินไม่พอ ไอ้ครั้นจะฝากเงินประจำธนาคารก็บังคับขั้นต่ำ 1000 บาทบางคนเงิน 1000 ก็ต้องเอามาใช้จ่าย ดังนั้นทางเลือกที่น่าสนใจและสามารถช่วยให้เราออมเงินได้สะดวก วิธีออมเงิน คือการหยอดกระปุก แม้จะดูเชยแต่มันได้ผลแต่มีข้อแม้ว่าจะไม่แคะหรือเปิดมันออกมาจนกว่าจะครบปี บอกเลยว่าวิธีบ้านๆแบบนี้มีคนทำแล้วได้ผลเพราะครบปีถึงแกะกันออกมานับแล้วเอาไปฝากธนาคารหรือบางคนเก็บไว้แบบนั้นเต็มเมื่อไหร่ก็หากระปุกใหม่มาหยอด และคนที่ทำวิธีนี้เขาบอกว่ามันไม่วุ่นวายมีเท่าไหร่ก็หยอดและส่วนมากคนที่ใช้วิธีนี้คือคนที่มีรายได้แค่พอเพียงแต่อยากเก็บออม ต่างจากคนที่มีเงินเดือนมากๆมักจะใช้วิธีอื่นกัน

อีกวิธีที่น่าสนใจของคนมีรายได้น้อยคือ

การซือสลากออมสินเพราะเป็นการออมเงินที่ลุ้นรางวัลและมีดอกเบี้ย สามารถซื้อน้อยๆได้เช่น 500 บาทเก็บออมไปเรื่อยๆ หากเดือดร้อนก็ถอนออกได้แต่ดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้หากไม่ครบตามกำหนด แต่มันเป็นการออมเงินที่หลายๆคนนิยม คล้ายๆกับการซื้อกองทุน แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีหยอดกระปุกหรือสลากออมสิน มันเป็นการออมเงินที่ทำได้จริงสำหรับคนมีรายได้น้อย เด็กๆก็ทำได้สามารถหัดให้เก็บออมได้ แต่หากเป็นคนที่มีรายได้มากพอการซื้อกองทุน การฝากประจำ และแยกประเภทเงินออมก็ถือว่าเป็นที่นิยมบางคนแยกไว้เป็นเงินกินตอนแก่ บางคนออมเป็นเงินใช้จ่ายจิปาถะ ในอนาคตก็มี สุดแท้แต่ว่าสะดวกออมเงินกันแบบไหน

แม้ว่าในปัจจุบันเงินหายากแต่การออมนั้นทำให้เรามีใช้ในยามที่เดือดร้อนหรือในอนาคต และเลือกวิธีที่เราทำได้เหมาะสมกับฐานะการเงิน อย่าเชื่อตำรากูรูต่างๆให้มากเพราะมันจะกดดันเกินไปและบางตำรารายได้เราก็ไม่มากพอด้วยเช่นกัน

ความเสี่ยงของการกู้เงิน ที่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

กู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

ก่อนที่เราจะทำเรื่องกู้เงินธนาคาร ไม่ว่าจะนำไปใช้จ่าย นำไปลงทุน หรือนำไปต่อยอดธุรกิจ หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนในระยะช่วงสั้นก็ตาม เราควรจะศึกษาข้อมูลการกู้เงินของแต่ละธนาคารให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วนและเงื่อนไขในการกู้ เพื่อไม่ให้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบแก่ธนาคารมากเกินไป ปัจจุบันนี้ ธนาคารหารายได้หลักจากการปล่อยเงินกู้เพราะว่าธนาคารเป็นผู้รับฝากเงินจากประชาชนส่วนมากและให้ดอกเบี้ย หากธนาคารไม่มีรายได้จะเอาดอกเบี้นที่ไหนมาจ่าย ดังนั้น ธนาคารจึงจำเป็นจะต้องนำเงินของผู้ที่นำเงินมาฝากไปลงทุนต่ออีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งการลงทุนแบบที่ได้ผลดีละความเสี่ยงต่ำที่สุดก็คือการปล่อยเงินกู้ การปล่อยให้กู้สินเชื่อบ้าน หรือนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรืออะไรก็ตามที่มันมีโอกาสเพิ่มมูลราคาได้มากกว่าลดมูลค่า

แน่นอนว่าการจะกู้เงินไปซื้อรถ ธนาคารมักจะปล่อยให้ไม่เต็มวงเงินของราคารถ เพราะรถมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากรถมีแต่ความเสื่อมราคาลงในทุกๆวัน สำหรับกรณีที่เราร้อนเงินนั้น มาดูตัวอย่างกันหน่อยในการกู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น เราอยากจะกู้เงินจากธนาคารมาซักหนึ่งล้านบาท แต่เราจำเป็นจะต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นบ้านของเรา เราต้องคำนวณให้ชัวร์ว่าหนึ่งล้านบาทนั้นเราสามารถผ่อนจ่ายได้ในระยะยาว พยายามมองให้เห็นภาพในอนาคตว่าเราจะหาเงินจากไหนมาจ่าย เรามีความสามารถมากแค่ไหนที่เราจะไม่สามารถเอาเงินมาจ่ายธนาคารได้จนหมดหนี้ เพราะหากว่าเราจ่ายไม่หมด บ้านเราจะโดนยึดทันทีเนื่องจากเราใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอ้างอิง

ธนาคารเสี่ยงแค่ไหนในการปล่อยกู้วิธีนี้

ทีนี้ ในมุมของธนาคาร ความเสี่ยงของทางธนาคารแทบเป็นศูนย์เนื่องจากว่าราคาที่เค้าปล่อยมาให้เรากู้ 1,000,000 บาท ส่วนมากแล้วจะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของมูลค่าตามที่เราเอาไปคำ้ประกันบ้าน บ้านของเราอาจมีราคาขายในตลาดได้อยู่ที่ 1,500,000 บาท แต่ธนาคารปล่อยกู้เพียงล้านเดียว เขาจะตัดความเสี่ยงในระดับหนึ่ง และยิ่งเราผ่อนไปซักระยะหนึ่งอาจจะปรับตัวซัก 500,000 แต่สมมุติว่าเราไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระต่อ ไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้ หาธนาคารอื่นไม่มีที่ไหนรับรีไฟแนนซ์บ้าน สุดท้ายเราก็ต้องเสียค่าเงินต้นและดอกเบี้ยที่ผ่อนไป 500,000 แถมยังต้องเสียบ้านอีกหนึ่งหลัง พร้อมกับอาจจะต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายในบางกรณีอีกด้วยเห็นไหมว่าความเสี่ยงของการกู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมีมากแค่ไหน

เสียบ้านให้ธนาคาร

เพื่อไม่ให้บ้านเราต้องโดนธนาคารยึด เพื่อไม่ให้เราต้องการเป็นบุคคลล้มละลาย การไตร่ตรองก่อนจะกู้เงินจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เราไม่ใช่คนที่อยู่คนเดียวในโลก เราไม่ได้เป็นคนเดียวที่แบกรับความเสี่ยงแต่คนที่จะลำบากไปด้วยก็คือคนในครอบครัวของเรา ดังนั้น จึงควรกู้เฉพาะเท่าที่จำเป็น หากดูแนวโน้มในอนาคตเราแล้วคิดว่าไม่สามารถที่จะผ่อนชำระหนี้ธนาคารแล้วจนหมด เราก็ไม่ควรที่จะมาขอกู้เงินธนาคาร จริงๆแล้วหากใครอยู่ในวงการธุรกิจ จะเห็นตัวอย่างอยู่เยอะมาก คือเจ้าของบริษัทรวมหัวกับพนักงานทำสเตทเม้นท์เงินเดือนปลอมขึ้นมา ปรับงบบัญชีทำให้ดูน่าเชื่อถือและปั่นสเตทเม้นท์แต่สม่ำเสมอทั้งที่ตัวเองมีรายได้แท้จริงไม่กี่บาท สุดท้ายพอธนาคารปล่อยกู้มาเต็มวงเงิน ตัวเองได้รับเงินก้อนแล้วไม่มีปัญญาผ่อนชำระหนี้ก็กลายเป็นบุคคลล้มละลาย ต่อจากนั้นก็จะไม่เหลืออะไรเลย

เห็นไหมว่าความเสี่ยงในการกู้นั้นมีมาก รู้จักคิด รู้จักใช้ รู้จักลงทุน เราจะเป็นคนที่ไม่เป็นทาสของเงิน ไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพโดยต้องชำระหนี้ไปตลอดทั้งชีวิต เราสามารถมีอิสระทางการเงินได้ด้วยการรู้จักการบริหารความเสี่ยงและเรียนรู้เรื่องการเงินเพื่อนไปใช้ในชีวิต