ต้องหาวิธีให้เงินเคลื่อนไหวสักหน่อยแล้ว

การเคลื่อนไหวของเงิน

ล่าสุดมีกระแสข่าวในโซเชียลของ Facebook ว่า หากว่ามีเงินก้อนไหนที่มีการอยู่นิ่งนิ่งเป็นเวลามากกว่า 10 ปี อาจจะถูกเก็บเข้าคลังเพื่อนำมาใช้บริหารประเทศ ข่าวนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด แต่เราสามารถลองสมมติเหตุการณ์ได้ว่ากรณีที่มันเป็นข่าวจริงขึ้นมา มันก็มีข้อดีในเชิงของระบบเศรษฐกิจบ้านเรา คือมีการนำเงินที่ตายตัวแน่นิ่งเอาออกไปใช้หมุนเวียนระบบเศรษฐกิจ มีการหมุนเวียน มีการจ้างงาน มีการจับจ่ายใช้สอยเกิดขึ้น แต่มันก็คงไม่ดีสักเท่าไหร่หากว่าเราเป็นเจ้าของเงินก้อนนั้น ทั้งที่อยากจะเก็บแต่ต้องโดนนำไปหมุนเวียนเศรษฐกิจ แม้ว่าในเนื้อหาข่าวที่ยังไม่ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น ได้ระบุไว้ว่าเจ้าของเงินก็สามารถขอคืนได้กรณีที่พบว่าบัญชีได้ถูกปิดลงไป

มาจำลองเหตุการ์ดูสักหน่อย

สมมุติว่าเป็นเรื่องจริงขึ้นมา สิ่งที่เราควรทำอย่างแรกก็คือการเรียนรู้ระบบเศรษฐกิจ พร้อมเสาะหาสิ่งที่น่าลงทุน น่าจะต้อง ใช้เงินของเรานั้นไปต่อยอดเพื่อให้เกิดความงอกเงยมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะตามมาหลังจากเรามีการลงทุนสร้างความเคลื่อนไหวให้กับเงินก้อนมันคือความเสี่ยง เจ้าของเงินควรรู้ลิมิตของตัวเองและเลือกรับความเสี่ยงที่ตัวเองสามารถแบกรับไหว

อย่าได้ทำอะไรเกินตัว อย่าเอาเงินไปเล่นพนันบอลแล้วมาคอยติดตามผ่านหน้า บ้านผลบอล อย่างกระแสช่วงนี้มีกระแสการโยกเงินไปลงทุนในเงินบิทคอยน์ ที่มีมูลราคาสูงขึ้นทุกวันทุกวันแบบก้าวกระโดด แต่ก็ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่ามันจะขึ้นถึงจุดไหน จะไปต่ออีกเท่าไหร่ จะโดนนโยบายการเงินยกเลิกหรือไม่ หรือจะโดนทุบทิ้งดิ่งลงมาเหมือนกับกับค่าเงินโดยทั่วไปที่เวลามีข่าวมักจะเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ทุกอย่างควรจะอยู่ในระดับที่เรารับความเสี่ยงได้

เคลื่อนไหวเงินเก็บ

ความสำคัญของเงินแต่ละคนนั้นต่างกัน

หากเป็นเงินก้อนสำคัญ มีความจำเป็นต้องใช้ในยามฉุกเฉิน ลองหาความเคลื่อนไหวให้มันระดับเล็กน้อย อาจจะนำไปซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ระยะสั้น หรืออะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงต่ำแต่เกิดเป็นเงินเย็น ถ้าอายุของเรายังน้อย รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น อาจจะมองหาลู่ทางของการลงทุนเพิ่มมากยิ่งขึ้นในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เมื่อเรามีการลงทุนมีการสั่งงานระบบเศรษฐกิจ ก็จะมีการหมุนเวียนมากกว่าการที่ต่างคนต่างเก็บไว้ในบัญชี ไม่ได้นำมาใช้สอย ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน ย่อมส่งผลดีกับประเทศ แต่ถ้าจะสห้ดีกับเรา เราก็จำเป็นจะต้องรู้จักฉลาดเลือกลงทุน ไม่งั้นมันจะกลายเป็นแย่ให้กับเราเสียเอง

วิธีออมของผู้มีรายได้น้อย แต่อยากมีเงินเก็บ

วิธีออมของคนรายได้น้อย

วิธีออมของคนรายได้น้อย

สำหรับคนที่มีรายได้น้อยเฉลี่ยหักค่าใช้จ่ายทั้งเดือนแทบไม่เหลือแต่อยากมีเงินเก็บสะสมสำหรับอนาคตควรทำแบบไหน เชื่อว่าหลายๆคนหาหนทางและมักเจอกับสูตรการออมเงินแบบต่างๆ เช่นหักรายได้เท่านั้นเท่านี้มาออม ซื้อกองทุน เก็บเท่านั้นเท่านี้ต่อเดือน แน่นอนว่าคนมีรายได้น้อยทำไม่ได้ จะกินยังแทบไม่พอไอ้จะให้ไปเก็บออมอีกจะเอาที่ไหนกินหากทำตามสูตรหรือคำแนะนำที่มีเพราะนั่นมันมาจากคนเงินเดือนสูงๆ มีเงินเหลือ มีทุนทรัพย์ มีเงินพ่อแม่ให้มา แต่หากคุณไม่มีสิ่งเหล่านั้นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ และไม่ต้องอายเวลาไปฝากเงินด้วย

เริ่มต้นออมจากเดือนละ 100 บาท แน่นอนว่าเงิน 100 บาทสมัยนี้มันดูไม่เยอะบางคนบอกว่าเก็บเดือนละ 100 ปีหนึ่งแค่ 1,200 เดือนทั้งเดือนใช้มากกว่านี้อีก เพราะคิดแบบนี้ไงถึงเก็บเงินไม่ได้บางคน 100 บาทนี่ทำอะไรได้หลายอย่าง หากคุณมีรายได้น้อยแต่พอจะเจียดได้สัก 100 บาทก็ขอให้เอาไปฝากธนาคารไว้ แนะนำให้เปิดบัญชีใหม่เป็นบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ไม่ต้องทำ ATM หรือหากจะทำก็เก็บไว้ให้พ้นมือไม่ต้องหยิบมาใช้ การฝากเดือนละ 100 บาทเป็นการเริ่มต้นฝึกการเก็บออม เราสามารถหยอดตู้ฝากได้ไม่ต้องอายใคร แค่จำเลขบัญชีให้ได้ โอนจากบัญชีเงินเดือนผ่านตู้เอทีเอ็มได้ เห็นไหมว่าสะดวก ฝากเข้าไปทุกเดือนเป็นประจำ เริ่มต้นปีแรกที่ 100 บาทต่อเดือน ปีต่อไป 200 บาทต่อเดือน เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคุณเริ่มเก็บเงินในปีแรกได้ครบปีคุณเริ่มอยากมีเงินมากขึ้นแน่นอน และเริ่มประหยัดตัดรายจ่ายเป็นเพื่อให้เหลือเงินมากขึ้น เราก็มาเก็บออมปีที่ 2 สัก 200 บาท หรือหากคุณมีรายได้เพิ่มขึ้นจะฝากเพิ่มมากกว่านี้ก็ได้

หรือหากในระหว่างปีแรกคุณสามารถฝากได้มากกว่า 100 ในเดือนไหนก็เพิ่มเติมได้เราไม่ได้กำหนดตายตัวแต่ขอให้ฝากทุกเดือนทำไปเรื่อยๆ อาจจะทำตั้งแต่วัยเรียนจนถึงเกษียณอายุงานอัพสกิลการฝากไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรัดเอาที่สามารถฝากได้แต่อย่าขาดตอน หรือหากฝากได้สักประมาณหนึ่งถอนมาฝากสลากออมสินสักปีละครั้งสองครั้งลุ้นโชคและได้ดอกเบี้ยก็ถือว่าไม่เสียหาย หรือหากมีเรื่องฉุกเฉินจำเป็นคุณก็ยังมีเงินสำรองตรงนี้ที่จะถอนมาใช้จ่ายได้ ไม่ต้องอายใครว่าเรามีเงินเก็บน้อย มีรายได้น้อย ไม่ต้องไปเทียบกับใครเพราะบางคนไม่มีเก็บสักบาทก็มี เพราะหามาได้มีแต่รายจ่ายที่ต้องใจหมุนเดือนชนเดือนก็มี ดังนั้นเอาที่สะดวกเรา สบายกระเป๋าเรา ไม่ต้องทำตามใครแล้วคุณจะพบว่าการออมเงินไม่ใช่เรื่องยากและมันทำให้คุณมีเงินสำรองในชีวิตได้

ความเสี่ยงของการกู้เงิน ที่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

กู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

ก่อนที่เราจะทำเรื่องกู้เงินธนาคาร ไม่ว่าจะนำไปใช้จ่าย นำไปลงทุน หรือนำไปต่อยอดธุรกิจ หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนในระยะช่วงสั้นก็ตาม เราควรจะศึกษาข้อมูลการกู้เงินของแต่ละธนาคารให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วนและเงื่อนไขในการกู้ เพื่อไม่ให้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบแก่ธนาคารมากเกินไป ปัจจุบันนี้ ธนาคารหารายได้หลักจากการปล่อยเงินกู้เพราะว่าธนาคารเป็นผู้รับฝากเงินจากประชาชนส่วนมากและให้ดอกเบี้ย หากธนาคารไม่มีรายได้จะเอาดอกเบี้นที่ไหนมาจ่าย ดังนั้น ธนาคารจึงจำเป็นจะต้องนำเงินของผู้ที่นำเงินมาฝากไปลงทุนต่ออีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งการลงทุนแบบที่ได้ผลดีละความเสี่ยงต่ำที่สุดก็คือการปล่อยเงินกู้ การปล่อยให้กู้สินเชื่อบ้าน หรือนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรืออะไรก็ตามที่มันมีโอกาสเพิ่มมูลราคาได้มากกว่าลดมูลค่า

แน่นอนว่าการจะกู้เงินไปซื้อรถ ธนาคารมักจะปล่อยให้ไม่เต็มวงเงินของราคารถ เพราะรถมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากรถมีแต่ความเสื่อมราคาลงในทุกๆวัน สำหรับกรณีที่เราร้อนเงินนั้น มาดูตัวอย่างกันหน่อยในการกู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น เราอยากจะกู้เงินจากธนาคารมาซักหนึ่งล้านบาท แต่เราจำเป็นจะต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นบ้านของเรา เราต้องคำนวณให้ชัวร์ว่าหนึ่งล้านบาทนั้นเราสามารถผ่อนจ่ายได้ในระยะยาว พยายามมองให้เห็นภาพในอนาคตว่าเราจะหาเงินจากไหนมาจ่าย เรามีความสามารถมากแค่ไหนที่เราจะไม่สามารถเอาเงินมาจ่ายธนาคารได้จนหมดหนี้ เพราะหากว่าเราจ่ายไม่หมด บ้านเราจะโดนยึดทันทีเนื่องจากเราใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอ้างอิง

ธนาคารเสี่ยงแค่ไหนในการปล่อยกู้วิธีนี้

ทีนี้ ในมุมของธนาคาร ความเสี่ยงของทางธนาคารแทบเป็นศูนย์เนื่องจากว่าราคาที่เค้าปล่อยมาให้เรากู้ 1,000,000 บาท ส่วนมากแล้วจะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของมูลค่าตามที่เราเอาไปคำ้ประกันบ้าน บ้านของเราอาจมีราคาขายในตลาดได้อยู่ที่ 1,500,000 บาท แต่ธนาคารปล่อยกู้เพียงล้านเดียว เขาจะตัดความเสี่ยงในระดับหนึ่ง และยิ่งเราผ่อนไปซักระยะหนึ่งอาจจะปรับตัวซัก 500,000 แต่สมมุติว่าเราไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระต่อ ไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้ หาธนาคารอื่นไม่มีที่ไหนรับรีไฟแนนซ์บ้าน สุดท้ายเราก็ต้องเสียค่าเงินต้นและดอกเบี้ยที่ผ่อนไป 500,000 แถมยังต้องเสียบ้านอีกหนึ่งหลัง พร้อมกับอาจจะต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายในบางกรณีอีกด้วยเห็นไหมว่าความเสี่ยงของการกู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมีมากแค่ไหน

เสียบ้านให้ธนาคาร

เพื่อไม่ให้บ้านเราต้องโดนธนาคารยึด เพื่อไม่ให้เราต้องการเป็นบุคคลล้มละลาย การไตร่ตรองก่อนจะกู้เงินจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เราไม่ใช่คนที่อยู่คนเดียวในโลก เราไม่ได้เป็นคนเดียวที่แบกรับความเสี่ยงแต่คนที่จะลำบากไปด้วยก็คือคนในครอบครัวของเรา ดังนั้น จึงควรกู้เฉพาะเท่าที่จำเป็น หากดูแนวโน้มในอนาคตเราแล้วคิดว่าไม่สามารถที่จะผ่อนชำระหนี้ธนาคารแล้วจนหมด เราก็ไม่ควรที่จะมาขอกู้เงินธนาคาร จริงๆแล้วหากใครอยู่ในวงการธุรกิจ จะเห็นตัวอย่างอยู่เยอะมาก คือเจ้าของบริษัทรวมหัวกับพนักงานทำสเตทเม้นท์เงินเดือนปลอมขึ้นมา ปรับงบบัญชีทำให้ดูน่าเชื่อถือและปั่นสเตทเม้นท์แต่สม่ำเสมอทั้งที่ตัวเองมีรายได้แท้จริงไม่กี่บาท สุดท้ายพอธนาคารปล่อยกู้มาเต็มวงเงิน ตัวเองได้รับเงินก้อนแล้วไม่มีปัญญาผ่อนชำระหนี้ก็กลายเป็นบุคคลล้มละลาย ต่อจากนั้นก็จะไม่เหลืออะไรเลย

เห็นไหมว่าความเสี่ยงในการกู้นั้นมีมาก รู้จักคิด รู้จักใช้ รู้จักลงทุน เราจะเป็นคนที่ไม่เป็นทาสของเงิน ไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพโดยต้องชำระหนี้ไปตลอดทั้งชีวิต เราสามารถมีอิสระทางการเงินได้ด้วยการรู้จักการบริหารความเสี่ยงและเรียนรู้เรื่องการเงินเพื่อนไปใช้ในชีวิต

ความพิเศษของดอกเบี้ยเงินฝาก ที่เราต้องทำความเข้าใจ

ดอกเบี้ยเงินฝาก

เวลาที่เราจะไปกู้หนี้ยืมสินใครนั้นส่วนมากเค้าก็จะต้องคิดดอกเบี้ยเพื่อเป็นค่าเสียเวลาและค่าเสื่อมของเงินที่เรายืมเค้ามาด้วย เนื่องจากในแต่ละวันมูลค่าของเงินจะลดลงด้วยอำนาจเงินเฟ้อ สำหรับเรื่องเงินเฟ้อไว้เราค่อยมาพูดกันในหัวข้อถัดไปหากว่ามีโอกาส แต่ในหัวข้อนี้ให้เรามาทำความเข้าใจกับเรื่องดอกเบี้ยก่อน สมมุติว่าเรายืมเขาอยู่ที่ 10,000 เค้าเก็บดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน แปลว่าเราจะต้องเสียเงินให้เขาอยู่ที่เดือนละ 100 ฟรีๆไม่รวมเงินต้น จนกว่าเราจะมีเงินไปจ่ายเขาเป็นก้อนที่เรายืมมา สุดท้ายแล้วเราก็จะเสียทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นนั่นเอง ยิ่งยืมนานมากเท่าไหร่ยิ่งเงินที่ยืมมาเยอะเท่าไหร่ ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายเขาฟรีๆจะเยอะเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นเดียวกัน

เราลองมามองในมุมกลับกันว่าหากว่าเราเป็นเจ้าของเงินแล้วเราให้คนอื่นเขายืม นั่นหมายความว่าคนที่ยืมก็จะต้องเสียดอกเบี้ยให้กับเรานั่นเอง สมมุติเราให้เค้ายืมไปที่ 10,000 เราก็จะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่เดือนละ 100 บาทแบบนี้เป็นต้น ถ้าเรามีเงินซัก 1,000,000 เราก็มีดอกเบี้ยเอาไว้ใช้กินเดือนละ 10,000 ฟรีๆ กรณีนี้คิดจากดอกเบี้ย 1% แต่อย่าลืมว่าความเสี่ยงของการให้ยืมเงินนั้นมีอยู่ หากว่าผู้ยืมเกิดสูญหาย ล้มหายตายจาก ตามตัวไม่ได้ เราจะไปเอาแต่ต้นคืนมาจากใครเล่า นี่คือความเสี่ยงที่เจ้าของเงินจะต้องแบกรับ ดังนั้นในการปล่อยกู้ปัจจุบัน ส่วนมากจะต้องเป็นบริษัทสินเชื่อหรือทางธนาคารเป็นผู้ปล่อยเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมายและมีเรทอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับผู้กู้ในระดับที่เหมาะสม สำหรับคนที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบและคิดดอกเบี้ยสูงเกินที่กฎหมายกำหนด หากว่าโดนรัฐบาลจับได้ก็จะต้องเสียค่าปรับและอาจจะติดคุกตามข้อหาที่เขาเหล่านั้นได้กระทำไว้

ถ้าเรามีเงินเหลือเยอะ จะเอาไปทำอะไรล่ะ ?

แน่นอนว่าเราคงคุ้นเคยก็ดีกับการฝากเงินในธนาคาร แต่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องของดอกเบี้ยที่ธนาคารปล่อยให้ หากว่าธนาคารให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละสองต่อปี รับฝากเงิน 1,000,000 เราก็จะได้ดอกเบี้ยกินฟรีปีละ 20,000 ถ้าฝาก 100 ล้าน จะได้ดอกเบี้ยฟรีปีละ 2 ล้าน นี่คือดอกเบี้ยเงินฝากที่เราจะต้องใส่ใจ ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ ฝากเยอะเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะเยอะตามไปด้วย และข้อสำคัญคือการฝากเงินกินดอกเบี้ยกับธนาคารนั้นถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เงินเราจะศูนย์ได้ก็ต่อเมื่อธนาคารที่เราฝากเงินเกิดล้มละลายเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยากหรือหากล้มขึ้นมา ทางรัฐบาลแต่ก็ยังมีกฎหมายรองรับปกป้องเงินต้นในระดับนึงอยู่สำหรับผู้ที่มีเงินฝากไม่ค่อยเยอะมากนัก สมมุติว่าเราฝากเงินต้นที่ 1,000,000 ผ่านไปหนึ่งปี เราจะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 20,000 กรณีคิดจากเรท 2% ต่อปี และเมื่อในปีที่สอง เราก็จะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 20,400 ต่อปีในปีที่สอง และจะเพิ่มขึ้นเพราะไปเรื่อยๆเพราะว่าดอกเบี้ยในปีถัดไป จะคิดจากเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยของปีก่อนหน้ารวมกันแล้วค่อย นำมาคำนวณดอกเบี้ยให้ในปีถัดไป นี่คือความวิเศษของอำนาจดอกเบี้ยทบต้น หากว่าเรารู้จักสะสมเงินออมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง พลังดอกเบี้ยทบต้นมันก็จะช่วยเพิ่มพูนเงินก้อนของเราให้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ย

เหล่านักลงทุนรายย่อยก็จะบอกว่าการฝากเงินในธนาคารนั้น ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่หากเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่รับความเสี่ยงได้สูงก็จะมองว่าการฝากเงินกับธนาคารนั้นถือว่าได้ผลตอบแทนต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับเงินก้อนที่เราลงทุนไป อาจจะหนีไปเน้นการลงทุนในกองทุนหรือหุ้นแทน และในส่วนของเจ้าของกิจการก็จะมีหน้าที่มาขอกู้ยืมเงินกับธนาคารแล้วจ่ายทั้งต้นและดอกให้แก่ธนาคาร ซึ่งทางธนาคารผู้ที่รับเงินฝากเงินจากคนทั่วไปก็จะนำเงินของคนเหล่านี้มาคอยปล่อยกู้ให้กับเจ้าของกิจการในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารเพื่อกินส่วนต่างนั่นเอง นี่คือระบบวัธจักรเศรษฐกิจของการเงินการธนาคารในปัจจุบัน

เราสามารถมองดูตัวเราได้ว่าเราเหมาะที่จะเป็นคนกลุ่มไหน แต่สำหรับบล็อกแห่งนี้ในเรื่องของการออมเงิน ดังนั้นการจะแนะนำให้ไปกู้เงินธนาคารเปิดกิจการให้ได้ผลกำไรเติบโตมากกว่า ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการที่จะยอมรับอัตราดอกเบี้ยต่ำแต่ว่าได้ทุกปีอย่างการฝากเงินในธนาคาร บางคนอาจจะเข้าใจผิดแล้วคิดลงทุนในแบบที่ขาดสติคือเป็นผีพนัน เอาเงินกู้ธนาคารไปเล่นการพนันโดยหวังว่าจะรวยแล้วปั่นเงินให้ได้ผลตอบแทนๆจากการเล่นพนันตามเว็บไซต์ ทั้งพวกแทงบอล 928BET ทั้งพวกพนันคาสิโนของ จีคลับ หรือเกมเดิมพันค่ายอื่นก็ตาม คนกลุ่มนี้โอกาสสูงมากที่เงินกู้ธนาคารจะเหลือศูนย์ หากว่าเราไปขอธนาคารกู้เงิน

กู้เงินต้องเสียดอก ไม่กู้ยังจะดีเสียกว่า

หากว่าเราจะนำไปเล่นพนัน รับประกันได้ว่าไม่มีธนาคารไหนปล่อยกู้แน่นอน บางคนหัวหมอดันบอกธนาคารว่าจะไปประกอบกิจการ แต่พอกู้มาแล้วกลับเอาไปเล่นพนันจนหมดก็มี เราจึงควรมองตามความเป็นจริงแล้วให้ธนาคารเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะปล่อยกู้หรือไม่ หากปล่อยควรจะตั้งงบไว้ที่เท่าไร เพราะธนาคารเค้ามีความรู้ด้านการเงินดีในระดับหนึ่งอยู่แล้วทั้งเรื่องการบริหารความเสี่ยง ทั้งเรื่องของการวิเคราะห์ตัวผู้กู้ถึงความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่จะดีกว่าถ้าเราจะไม่กู้เงินออกมาใช้เพราะในเมื่อกู้แล้วต้องเสียดอก สู้ไม่กู้จะดีเสียกว่า ทยอยสะสมเงินเก็บแล้วใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่จะคอยทบยอดตอนของเราไปเรื่อยๆทุกปีรับรองได้ว่าความมีวินัยของเราในการหมั่นออมเงิน จะพาให้เรามีเงินเก็บมากพอสำหรับการเกษียณแน่

เรื่องเงินเรื่องทอง จะต้องใส่ใจ ถ้าไม่อยากเป็นหนี้

เงินทองต้องใส่ใจ

ช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้ ที่ผู้เขียนกำลังได้เขียนเรื่องราวโพสต์นี้อยู่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศไทยรวมถึงประเทศนอกกำลังถดถอยลง อาจจะอยู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำก็ว่าได้ รวมไปถึงประเทศใหญ่อย่างสหรัฐเริ่มอยากจะมีสงครามโลกกับประเทศทางฝั่งบ้านเรามากพอตัวเลยทีเดียว สำหรับพนักงานประจำหลายคนที่ได้เรียนรู้เหตุการณ์ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมาก่อนหน้านี้ ทั้งในช่วงของฟองสบู่แตกปี 2540 และในช่วงของปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงขาลงของเศรษฐกิจที่ผ่านมาประมาณเกือบ 10 ปี ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมถดถอยลง ถึงจะไม่เท่ากับฟองสบู่แตกแต่ก็ทำให้หลายคนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเพราะไม่มีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายมากพอ

เราเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์เหล่านี้หรือยัง ?

เมื่อรู้ว่าเร็วๆนี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะตกต่ำจนถึงขีดสุดอีกครั้งในรอบหลายปี ตัวเราเองได้เตรียมพร้อมจะรับมือกับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นแล้วหรือยัง มีเงินเก็บสำรองไว้ใช้จ่ายช่วงฉุกเฉินเพียงพอหรือยัง สามารถผ่อนบ้านผ่อนรถได้หมดหนี้หมดสินหรือไม่ หรือว่าเรายังไม่มีอะไรเก็บเป็นชิ้นเป็นอันเลยซักอย่าง หากเศรษฐกิจตกต่ำจะต้องตกงานขึ้นมาบ้านก็คงโดนยึด ส่วนรถคงต้องขายทอดตลาดไปเอาเงินมาไว้ใช้จ่ายกินในชีวิตประจำวัน เราอยากโดนผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำในระดับไหนล่ะ… ? อยากโดนจนหมดเนื้อหมดตัว หรืออยากเพียงแค่กระทบเล็กน้อยแค่ไม่ค่อยมีเงินใช้จ่ายได้เยอะเหมือนช่วงเศรษฐกิจเติบโตแต่ยังเพียงพอเหลือใช้โดยไม่ต้องกู้เงินมาใช้ได้

หากว่าเราอยากเป็นคนกลุ่มหลัง คือไม่ค่อยโดนผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังถอยหลังลงคลองมากนัก เราก็จำเป็นต้องรู้จักใส่ใจเรื่องเงินเรื่องทองของเราให้ดี บางเรื่องเราสามารถควบคุมเองได้ และบางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมเองได้ ยกตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถควบคุมเจ้านายของเราให้จ้างเราไปตลอดตามที่เศรษฐกิจยังตกต่ำอยู่ได้ แต่เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้มีการใช้จ่ายน้อยลงได้นั่นเอง คนที่ฉลาดจะรู้จักบริหารการเงินงบของตัวเอง มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ดูว่าในแต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายอะไรที่เป็นตัวฟุ่มเฟือยบ้าง และมันสามารถตัดออกไปได้ไหม หากในช่วงที่เรามีเงินเหลือเฟือ เรามีงานรองรับอยู่อย่างเต็มที่แล้ว ไม่ต้องกลัวตกงาน มีคนคอยจ้างอยู่ตลอดไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นแบบไหนเพราะอาชีพของเรากำลังขาดตบาด เราก็ไม่จำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยออกไปเยอะก็ได้ เราอาจจะเลือกตอบสนองความต้องการของเราให้มีความสุขกับการจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่เราอยากได้เป็นการตอบแทนหยาดเหงื่อและแรงกายที่ลงมือทำงานมามาก

แต่ก็อย่าลืมว่าเราจะต้องรู้จักแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาเก็บสำรองไว้ทั้งในส่วนของการใช้ฉุกเฉินและการเกษียณไว้ด้วย ไม่ว่าเราจะมีเงินเหลือเฟือแค่ไหน ตราบที่เรายังเป็นเจ้าของธุรกิจ พนักงานประจำมีรายได้เป็นเดือน ไม่ได้มีเงินเก็บมรดกรวยเป็นร้อยล้านจนสามารถหยุดทำงานได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาคอยเก็บสำรองไว้อยู่สม่ำเสมอ อาจแบ่งมาซัก 10 ถึง 20% ต่อเดือนของรายได้ แต่หากคนไหนเงินเดือนเริ่มเยอะ ตำแหน่งเดิมสูง ก็อาจจะแบ่งออกมามากขึ้นซักครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเลยก็ยังได้ ต้องปรับงบการเงินของเราให้มีความสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน รายได้ต้องมากกว่าค่าใช้จ่ายและต้องรู้จักเก็บในระดับที่เหมาะสม เราถึงจะเรียกว่าเป็นคนที่มีความฉลาดทางการเงิน

ใส่ใจในการเงิน

เริ่มต้นเรียนรู้เรื่องการเงินกันเถอะ

ถึงเวลาแล้วที่จะปลุกไฟเรื่องการรู้จักบริหารการเงินส่วนตัวของเราให้มีความสมดุลและมีเงินเหลือใช้ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน สามารถติดตามเรื่องราวการบริหารจัดการงบส่วนตัว การเงิน การลงทุน เรื่องราวเหล่านี้ได้จาก “บล็อกนายยิ้ม” บล็อกที่จะแนะนำการใช้จ่ายเงินให้เพื่อนเหลือเก็บและยิ้มออกมาได้ ทำให้เป็นเพื่อนๆมีเงินเหลือใช้ในแต่ละเดือนและเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัวอย่างแน่นอน เพียงแค่เรามีระเบียบวินัยไม่ซื้ออะไรฟุ่มเฟือย มีการจัดทำงบตามรูปแบบที่ “บล็อกนายยิ้ม” ได้แนะนำไว้ หรือถ้าใครมีสูตรดีกว่าสามารถนำมาแบ่งปันผ่านการคอมเม้นต์กันได้ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆของเราในสังคมที่เดือดร้อนเรื่องการเงินอยู่ ให้รู้จักมองเห็นถึงอนาคตในเศรษฐกิจและดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เป็นหนี้เป็นสิน เงินทอง ต้องใส่ใจ รู้ไว้นะ…