ความพิเศษของดอกเบี้ยเงินฝาก ที่เราต้องทำความเข้าใจ

ดอกเบี้ยเงินฝาก

เวลาที่เราจะไปกู้หนี้ยืมสินใครนั้นส่วนมากเค้าก็จะต้องคิดดอกเบี้ยเพื่อเป็นค่าเสียเวลาและค่าเสื่อมของเงินที่เรายืมเค้ามาด้วย เนื่องจากในแต่ละวันมูลค่าของเงินจะลดลงด้วยอำนาจเงินเฟ้อ สำหรับเรื่องเงินเฟ้อไว้เราค่อยมาพูดกันในหัวข้อถัดไปหากว่ามีโอกาส แต่ในหัวข้อนี้ให้เรามาทำความเข้าใจกับเรื่องดอกเบี้ยก่อน สมมุติว่าเรายืมเขาอยู่ที่ 10,000 เค้าเก็บดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน แปลว่าเราจะต้องเสียเงินให้เขาอยู่ที่เดือนละ 100 ฟรีๆไม่รวมเงินต้น จนกว่าเราจะมีเงินไปจ่ายเขาเป็นก้อนที่เรายืมมา สุดท้ายแล้วเราก็จะเสียทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นนั่นเอง ยิ่งยืมนานมากเท่าไหร่ยิ่งเงินที่ยืมมาเยอะเท่าไหร่ ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายเขาฟรีๆจะเยอะเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นเดียวกัน

เราลองมามองในมุมกลับกันว่าหากว่าเราเป็นเจ้าของเงินแล้วเราให้คนอื่นเขายืม นั่นหมายความว่าคนที่ยืมก็จะต้องเสียดอกเบี้ยให้กับเรานั่นเอง สมมุติเราให้เค้ายืมไปที่ 10,000 เราก็จะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่เดือนละ 100 บาทแบบนี้เป็นต้น ถ้าเรามีเงินซัก 1,000,000 เราก็มีดอกเบี้ยเอาไว้ใช้กินเดือนละ 10,000 ฟรีๆ กรณีนี้คิดจากดอกเบี้ย 1% แต่อย่าลืมว่าความเสี่ยงของการให้ยืมเงินนั้นมีอยู่ หากว่าผู้ยืมเกิดสูญหาย ล้มหายตายจาก ตามตัวไม่ได้ เราจะไปเอาแต่ต้นคืนมาจากใครเล่า นี่คือความเสี่ยงที่เจ้าของเงินจะต้องแบกรับ ดังนั้นในการปล่อยกู้ปัจจุบัน ส่วนมากจะต้องเป็นบริษัทสินเชื่อหรือทางธนาคารเป็นผู้ปล่อยเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมายและมีเรทอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับผู้กู้ในระดับที่เหมาะสม สำหรับคนที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบและคิดดอกเบี้ยสูงเกินที่กฎหมายกำหนด หากว่าโดนรัฐบาลจับได้ก็จะต้องเสียค่าปรับและอาจจะติดคุกตามข้อหาที่เขาเหล่านั้นได้กระทำไว้

ถ้าเรามีเงินเหลือเยอะ จะเอาไปทำอะไรล่ะ ?

แน่นอนว่าเราคงคุ้นเคยก็ดีกับการฝากเงินในธนาคาร แต่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องของดอกเบี้ยที่ธนาคารปล่อยให้ หากว่าธนาคารให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละสองต่อปี รับฝากเงิน 1,000,000 เราก็จะได้ดอกเบี้ยกินฟรีปีละ 20,000 ถ้าฝาก 100 ล้าน จะได้ดอกเบี้ยฟรีปีละ 2 ล้าน นี่คือดอกเบี้ยเงินฝากที่เราจะต้องใส่ใจ ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ ฝากเยอะเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะเยอะตามไปด้วย และข้อสำคัญคือการฝากเงินกินดอกเบี้ยกับธนาคารนั้นถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เงินเราจะศูนย์ได้ก็ต่อเมื่อธนาคารที่เราฝากเงินเกิดล้มละลายเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยากหรือหากล้มขึ้นมา ทางรัฐบาลแต่ก็ยังมีกฎหมายรองรับปกป้องเงินต้นในระดับนึงอยู่สำหรับผู้ที่มีเงินฝากไม่ค่อยเยอะมากนัก สมมุติว่าเราฝากเงินต้นที่ 1,000,000 ผ่านไปหนึ่งปี เราจะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 20,000 กรณีคิดจากเรท 2% ต่อปี และเมื่อในปีที่สอง เราก็จะได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 20,400 ต่อปีในปีที่สอง และจะเพิ่มขึ้นเพราะไปเรื่อยๆเพราะว่าดอกเบี้ยในปีถัดไป จะคิดจากเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยของปีก่อนหน้ารวมกันแล้วค่อย นำมาคำนวณดอกเบี้ยให้ในปีถัดไป นี่คือความวิเศษของอำนาจดอกเบี้ยทบต้น หากว่าเรารู้จักสะสมเงินออมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง พลังดอกเบี้ยทบต้นมันก็จะช่วยเพิ่มพูนเงินก้อนของเราให้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ย

เหล่านักลงทุนรายย่อยก็จะบอกว่าการฝากเงินในธนาคารนั้น ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่หากเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่รับความเสี่ยงได้สูงก็จะมองว่าการฝากเงินกับธนาคารนั้นถือว่าได้ผลตอบแทนต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับเงินก้อนที่เราลงทุนไป อาจจะหนีไปเน้นการลงทุนในกองทุนหรือหุ้นแทน และในส่วนของเจ้าของกิจการก็จะมีหน้าที่มาขอกู้ยืมเงินกับธนาคารแล้วจ่ายทั้งต้นและดอกให้แก่ธนาคาร ซึ่งทางธนาคารผู้ที่รับเงินฝากเงินจากคนทั่วไปก็จะนำเงินของคนเหล่านี้มาคอยปล่อยกู้ให้กับเจ้าของกิจการในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารเพื่อกินส่วนต่างนั่นเอง นี่คือระบบวัธจักรเศรษฐกิจของการเงินการธนาคารในปัจจุบัน

เราสามารถมองดูตัวเราได้ว่าเราเหมาะที่จะเป็นคนกลุ่มไหน แต่สำหรับบล็อกแห่งนี้ในเรื่องของการออมเงิน ดังนั้นการจะแนะนำให้ไปกู้เงินธนาคารเปิดกิจการให้ได้ผลกำไรเติบโตมากกว่า ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการที่จะยอมรับอัตราดอกเบี้ยต่ำแต่ว่าได้ทุกปีอย่างการฝากเงินในธนาคาร บางคนอาจจะเข้าใจผิดแล้วคิดลงทุนในแบบที่ขาดสติคือเป็นผีพนัน เอาเงินกู้ธนาคารไปเล่นการพนันโดยหวังว่าจะรวยแล้วปั่นเงินให้ได้ผลตอบแทนๆจากการเล่นพนันตามเว็บไซต์ ทั้งพวกแทงบอล 928BET ทั้งพวกพนันคาสิโนของ จีคลับ หรือเกมเดิมพันค่ายอื่นก็ตาม คนกลุ่มนี้โอกาสสูงมากที่เงินกู้ธนาคารจะเหลือศูนย์ หากว่าเราไปขอธนาคารกู้เงิน

กู้เงินต้องเสียดอก ไม่กู้ยังจะดีเสียกว่า

หากว่าเราจะนำไปเล่นพนัน รับประกันได้ว่าไม่มีธนาคารไหนปล่อยกู้แน่นอน บางคนหัวหมอดันบอกธนาคารว่าจะไปประกอบกิจการ แต่พอกู้มาแล้วกลับเอาไปเล่นพนันจนหมดก็มี เราจึงควรมองตามความเป็นจริงแล้วให้ธนาคารเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะปล่อยกู้หรือไม่ หากปล่อยควรจะตั้งงบไว้ที่เท่าไร เพราะธนาคารเค้ามีความรู้ด้านการเงินดีในระดับหนึ่งอยู่แล้วทั้งเรื่องการบริหารความเสี่ยง ทั้งเรื่องของการวิเคราะห์ตัวผู้กู้ถึงความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่จะดีกว่าถ้าเราจะไม่กู้เงินออกมาใช้เพราะในเมื่อกู้แล้วต้องเสียดอก สู้ไม่กู้จะดีเสียกว่า ทยอยสะสมเงินเก็บแล้วใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่จะคอยทบยอดตอนของเราไปเรื่อยๆทุกปีรับรองได้ว่าความมีวินัยของเราในการหมั่นออมเงิน จะพาให้เรามีเงินเก็บมากพอสำหรับการเกษียณแน่