เป้าหมายในการออมเงินที่สำคัญมีอะไรบ้าง

เป้าหมายในการออมเงินที่สำคัญมีอะไรบ้าง

การจะเก็บเงินออมให้ได้มากขึ้น จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีไฟในการทำงานและวางแผนการใช้จ่าย แบ่งสัดส่วนการเก็บหรือลงทุนอย่างมีเหตุผล เป้าหมายในการเก็บออมที่สำคัญมีหลายรูปแบบ ดังนี้

1.การสร้างธุรกิจของตัวเอง
มีธุรกิจของตัวเองนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจแล้ว ยังช่วยให้เกิดการพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้น เพราะต้องมีการคิดวางแผน จัดสรรระบบงานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อยู่ทุกวัน แต่จะไม่สามารถทำกิจการได้หากไม่มีเงินทุน ซึ่งเราควรใช้เงินทุนจากการเก็บออม ไม่ควรจะมาจากการกู้หนี้ยืมสิน หากมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเองก็จะทำให้เริ่มวางแผนการเก็บเงินได้ดีขึ้น ทั้งนี้ก็ควรพิจารณาด้วยว่าตัวเองนั้นเหมาะสมกับการทำธุรกิจแบบใดโดยเลือกจากความสามารถพิเศษที่ตัวเองมี เช่น มีความสามารถในการทำอาหาร ก็สามารถเปิดหน้าร้านออนไลน์ทาง Facebook ชอบเล่นเกม ก็สามารถเปิดช่อง YouTube สอนเทคนิคการเล่นเกมรับค่าโฆษณาได้

2.เก็บออมเพื่อสร้างครอบครัว
เราควรสร้างความมั่นคงทางการเงินก่อนที่จะสร้างครอบครัว ควรมีรายได้สม่ำเสมอและมีเงินเก็บออมสำรองสำหรับอนาคตของบุตร ยังไม่รวมค่าสินสอดและค่าจัดงานแต่งงานอีกด้วย การจัดสรรเงินรายได้ในแต่ละเดือนเก็บไว้ใน บัญชีออมทรัพย์หรือซื้อเป็นทองสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว จะช่วยให้เก็บเงินได้มากขึ้น

3.ออมไว้ใช้เมื่อเกษียณ
ปัญหาอย่างหนึ่งของสังคมไทย คือ เมื่อพ้นเมื่ออายุเกิน 60 ปีแล้ว ไม่มีเงินรายได้ไม่พอใช้จ่าย ทำให้เป็นภาระของลูกหลาน ทั้งยังมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ตามมาทำให้หมดไปกับค่ารักษาพยาบาลไม่น้อย เราจึงควรเริ่มเก็บหรือลงทุนแบบเสี่ยงต่ำ ตั้งแต่อายุน้อยและทำให้เป็นมีวินัย เช่น การซื้อ LTF RMF หรือลงทุนผสมประกัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ออกมาให้เลือกอย่างมากมาย จะเป็นตัวช่วยให้มีเงินสะสมสำหรับวัย 55-60 ปี ขึ้นไป

4.ออมเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน
การทำงานประจำต่อเนื่องสัปดาห์ละ 5-6 วัน ย่อมทำให้เกิดภาวะเครียดซึมเศร้าหรือหมดไฟได้ในไม่ช้า การเก็บออมโดยมีเป้าหมายว่าจะนำเงินนี้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 1 ครั้ง หรือไปพักผ่อนตามสถานที่พักตากอากาศทั่วไทยในจังหวัดต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพจิตและยังทำให้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับตัวเองอีกด้วย

การเก็บออมที่ดี จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละคนมีอุปนิสัยและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องหาแนวทางของตัวเอง ที่สำคัญ คือ การเก็บออมอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอ จึงจะทำให้เห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไอเดียออมเงินฉบับนักเรียน เริ่มออมวันนี้อาจเป็นเศรษฐีในวันหน้า

ไอเดียออมเงินฉบับนักเรียน เริ่มออมวันนี้อาจเป็นเศรษฐีในวันหน้า

การออมเงินของนักเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะอาจเป็นเงินสำรองไว้ใช้ยามจำเป็นในอนาคตได้ แต่การออมเงินที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายนั้น แท้จริงแล้วมีอุปสรรคมากมายเพราะมีหลายทางให้จ่ายออกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นต้องจ่ายค่าอาหารกลางวัน ค่าสอบ รวมไปถึงเงินห้อง ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะมาแนะนำไอเดียออมเงินฉบับนักเรียน รับรองได้ว่าเป็นวิธีง่าย ๆ แต่จะทำให้คุณมีเงินเก็บจำนวนไม่น้อยแน่นอน

1.ซื้อทองเก็บไว้
โดยปกติแล้วราคาทองจะยิ่งมีแต่ขึ้นราคา ถ้าลงก็อาจลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สังเกตได้จากคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่ชอบซื้อทองเก็บไว้ แล้วผู้เขียนเองก็เคยได้ยินมาจากคนในบ้านว่าเมื่อก่อนซื้อทองบาทละ 4,XXX เท่านั้น แต่ในปัจจุบันนั้นราคาทองพุ่งสูงถึงบาทละ 2X,XXX แล้ว ซึ่งเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถนำทองไปขายได้ ดังนั้นการซื้อทองจึงสามารถทำให้คุณมีเงินเก็บได้นั่นเอง

2.ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
เป็นวิธีการที่แสนจะธรรมดา แต่มีข้อดีเยอะมาก เพราะการทำรายรับ-รายจ่ายนั้นจะช่วยให้คุณเห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนไม่จำเป็นก็ควรตัดทิ้งไป และส่วนไหนจำเป็นไม่มากก็อาจใช้เงินในส่วนนั้นให้น้อยลง เพียงแค่ทำรายรับ-รายจ่ายก็จะช่วยให้คุณมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแล้ว

3.ฝากเงินที่ธนาคาร
เมื่อฝากเงินที่ธนาคารเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เงินออมของคุณงอกเงย อีกทั้งยังมีความมั่นคงกว่าวิธีอื่น ๆ เพราะความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เสี่ยงเลยหากธนาคารล้ม

ข้อควรระวัง ไม่ควรฝากเงินกินดอกจากวงการเงินดอกที่มักโฆษณาตามช่องทางออนไลน์ อย่างเช่น Instagram Facebook เป็นต้น ถึงแม้จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงจนน่าตกใจ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง เพราะคุณไม่ได้รู้จักกับคนที่นำเงินไปฝากด้วย ไม่รู้ที่มาที่ไปของเงิน ถึงแม้จะมีหลักฐานยืนยันตัวตนอย่างไรก็ไม่ควรฝากด้วยเด็ดขาด(เพราะอาจนำหลักฐานของคนอื่นมาใช้อ้างในการกู้ยืมก็ได้)

4.เก็บเงินก่อนเอาไปใช้
วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างแปลกแต่สามารถใช้ได้จริง สมมติว่าคุณได้เงินไปโรงเรียนสัปดาห์ละ 400 บาท อาจเก็บเป็นเงินออม 100 บาท ซึ่งคุณจะไม่นำเงินเก็บนี้ออกมาใช้เด็ดขาด วิธีนี้จะทำให้คุณมีเงินเก็บได้จริง ๆ

หากคุณไม่รู้จักการออมเงินไว้ตั้งแต่ตอนนี้ อาจทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการเงินในอนาคตได้ เพราะไม่มีใครสามารถรู้อนาคตได้ว่าจะมีเหตุจำเป็นให้ต้องใช้เงินตอนไหน แต่ถ้าทุกคนนำไอเดียที่ผู้เขียนได้นำมาแนะนำในบทความนี้ไปปรับใช้ คุณจะมีเงินสำรองไว้ใช้และอาจกลายเป็นเศรษฐีในอนาคตเลยก็ได้

5 ทริคออมเงินฉบับคนเก็บเงินไม่อยู่

5 ทริคออมเงินฉบับคนเก็บเงินไม่อยู่

การออมเงิน สำหรับหลาย ๆ คนนั้นอาจเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่สามารถทำได้ยากมาก ซึ่งปัญหาการออมเงินที่ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ นี้ อาจทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการเงินในอนาคตได้ เพราะเราก็ไม่อาจรู้อนาคตได้เลยว่าจะมีเหตุจำเป็นให้ต้องใช้เงินในตอนไหน ถ้าอย่างนั้นเรามาดูวิธีการออมเงินฉบับคนเก็บเงินไม่อยู่กันดีกว่า รับรองได้ว่าเป็นวิธีที่ง่าย สามารถทำตามได้ทุกคนอย่างแน่นอน

5 ทริคออมเงิน

1.ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
การทำบัญชีนั้นเป็นสิ่งที่ใครหลายคนนั้นคิดว่าไม่จำเป็นจึงได้มองข้ามไป แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าหากคุณทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะทำให้คุณสามารถรู้ได้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้น มีส่วนไหนที่จำเป็นและฟุ่มเฟือยบ้าง เมื่อคุณรู้แล้วว่าส่วนไหนที่เป็นการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย คุณก็อาจลดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นลง วิธีนี้จึงเป็นอีกวิธีที่จะทำให้คุณมีเงินเก็บได้อย่างง่าย ๆ เลย

2.ออมเงินตามวันที่
วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับนักเรียนมาก เพราะบางคนได้เงินค่าขนมไปโรงเรียนไม่เยอะ ซึ่งการออมเงินตามวันที่อาจเป็นวิธีที่ดูเก็บเงินได้น้อย แต่ถ้าลองมาคำนวณดูคร่าว ๆ แล้ว ใน 1 เดือนคุณจะมีเงินเก็บเกือบ 500 บาท แล้วใน 1 ปีคุณก็จะมีเงินเก็บประมาณ 6,000 บาทเลยทีเดียว

3.ฝากเงินเก็บกับธนาคาร
การที่เราฝากเงินไว้ที่ธนาคาร นอกจากเราจะมีเงินเก็บแล้ว เรายังจะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารอีกด้วย ยิ่งฝากเงินนานเท่าไหร่ ดอกเบี้ยจะยิ่งเพิ่มตามไปเท่านั้น
ข้อแนะนำ ควรฝากเงินกับธนาคารเท่านั้น ไม่ควรฝากเงินตามร้านค้าออนไลน์(หรือที่เรียกกันว่า ออมเงินกินดอก) เพราะถึงแม้จะได้ดอกเบี้ยที่เยอะกว่าธนาคารมาก แต่ก็อาจถูกโกงได้

4.วางแผนให้ดีก่อนใช้บัตรเครดิต
การใช้บัตรเครดิตนั้นเป็นเหมือนการหยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้ จึงควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะถ้าหากเผลอใช้บัตรเครดิตโดยที่ไม่คิดและวางแผนก่อน นอกจากจะทำให้ไม่มีเงินเก็บแล้ว ยังทำให้เป็นหนี้ในอนาคตได้อีกด้วย

5.พกเงินน้อยลง
ยิ่งถ้าหากเราพกเงินไว้มากเท่าไหร่ เราก็จะใช้เงินมากเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรพกเงินให้น้อยลงแค่พอใช้จ่ายในแต่ละวันก็พอ อีกทั้งการที่เราพกเงินแค่พอดีนั้นจะทำให้เราคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่า เหลือเงินเท่าไหร่ในการใช้จ่ายในวันนี้ อีกทั้งยังเป็นการฝึกวินัยในการใช้เงินไปในตัวได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าการออมเงินนั้นไม่ยากเลย แค่ทำตาม 5 วิธีข้างต้น รับรองได้ว่าสามารถทำตามได้ทุกคนแน่นอน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เรามีเงินเก็บไว้สำหรับการใช้จ่ายยามจำเป็นในอนาคต หรือมีเงินเก็บไว้ซื้อของที่เราต้องการได้อีกด้วย

บอกต่อ 7 เทคนิคออมเงินยังไงให้ปลายปีมีเงินเหลือหลักหมื่น!

บอกต่อ 7 เทคนิคออมเงินยังไงให้ปลายปีมีเงินเหลือหลักหมื่น!

ในยุคข้าวยากหมากแพง แถมรายได้ก็น้อยลงจนบางคนชักหน้าไม่ถึงหลังต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ยิ่งใครเป็นหนี้บัตรเครดิตด้วยแล้วยิ่งต้องทำงานใช้หนี้แบบไม่รู้จบ คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการออมเงิน ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาบอกต่อ 7 เทคนิคออมเงินยังไงให้ปลายปีมีเงินเหลือหลักหมื่น

1.เก็บก่อนจะได้ใช้
ถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่สุดของการออมเงินเลยก็ว่าได้ แถมเห็นผลทันตาซะด้วย เพียงแค่เราต้องบังคับตัวเองไม่ให้ไปแตะเงินในส่วนนี้ให้ได้ก็เท่านั้น เช่น เมื่อเงินเดือนออก เราอาจจะแบ่ง 5 – 10% ของเงินเดือนมาเก็บออมไว้ทันทีก่อนที่เราจะเผลอใช้จนหมดเหมือนทุกที และต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าเงินก้อนนี้คือเงินออมเท่านั้น ห้ามใช้เด็ดขาดหากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ

2.หัดพกเงินติดตัวเท่าที่จำเป็น
หากเรารู้ตัวว่าเป็นคนมือเติบ ใช้เงินเก่ง เผลอแป๊บ ๆ เงินหมดกระเป๋าอีกแล้ว วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดก็คือ การพกเงินให้น้อยลง พกเท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้จ่ายรายวันเท่านั้น และที่สำคัญคือต้องคอยเตือนตัวเองว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินที่ต้องใช้ทั้งเดือน ไม่ใช่แค่ไม่กี่วัน

3.งดรูดบัตรเครดิต
หลายคนแค่เห็นป้าย ผ่อน 0% ก็มักจะห้ามตัวเองไม่อยู่ เพราะคิดแค่ว่าเป็นการผ่อนยาว ๆ แบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่หากลองนำรายจ่ายแต่ละเดือนที่หมดไปกับการผ่อน 0% ทุกรายการมารวมกัน บางคนก็แทบหงายหลังตกเก้าอี้เพราะไม่เคยรู้ตัวเลยว่ามียอดผ่อน 0% แต่ละเดือนมากมายขนาดนี้ ฉะนั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ก็อย่าปล่อยให้เลข 0% ทำให้เราติดกับดักหนี้จะดีกว่า

4.เก็บธนบัตรใบละ 50 บาท
ถือเป็นวิธีการออมเงินสุดคลาสสิกอีกวิธีหนึ่ง เพราะในชีวิตประจำวันของเรามักไม่ค่อยได้เจอกับแบงก์ 50 บาทเท่าไหร่นัก ฉะนั้น หากเจอแบงก์ 50 บาทเมื่อไหร่ก็ขอให้เก็บกลับบ้านไปสะสมไว้ เมื่อได้ยอดพอสมควรค่อยนำเอาไปฝากธนาคาร ไม่แน่เหมือนกันว่าพอถึงปลายปีแล้วลองเอาแบงก์ 50 ที่เก็บไว้มาลองนับดู เผลอ ๆ เก็บได้หลักหมื่นก็เป็นได้

5.หยอดเศษเหรียญที่เหลือแต่ละวันใส่กระปุก
เรามักถูกสอนมาตั้งแต่เด็กให้รู้จักหยอดกระปุก ซึ่งวิธีการนี้ผู้ใหญ่อย่างเราก็ใช้ได้เหมือนกัน เพียงแค่หากระปุกออมสินสักอันมาวางไว้บริเวณหน้าประตูเข้าบ้าน และพอตกเย็นเลิกงานกลับมาบ้านก็ให้เรารวบรวมเศษเหรียญที่เหลือในวันนั้นหยอดใส่กระปุกไว้ อาจจะวันละบาท 5 – 10 บาท หรือบางวันอาจจะ 10 – 20 บาท ทำแบบนี้ไปจนครบปี โดยห้ามแคะมาใช้ เผลอ ๆ สิ้นปีเราอาจจะมีเงินในกระปุกถึงหลักพันจนถึงหลักหมื่นก็เป็นได้

6.เปิดบัญชีเงินฝากประจำระยะยาว
หากเราใจไม่แข็งพอ ชอบแคะเงินที่ออมไว้มาใช้ทุกที เราอาจต้องใช้ไม้แข็งกับตัวเองด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากประจำระยะยาว ซึ่งอาจจะเริ่มที่ 5 ปี แล้วค่อยขยายต่อไป ซึ่งนอกจากจะช่วยรับประกันได้ว่าเราจะมีเงินฝากจำนวนเท่ากันในทุก ๆ เดือนแล้ว เรายังจะได้ดอกเบี้ยตามจำนวนปีที่เราฝากอีกด้วย

7.ลดค่าใช้จ่าย
พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลยเสียทีเดียว เราอาจจะเริ่มต้นลดค่าใช้จ่ายจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น ค่าขนมขบเคี้ยว, ค่าน้ำหวาน, ค่ากาแฟ ฯลฯ หรือหากเป็นไปได้ก็ลดค่าใช้จ่ายจำพวกของฟุ่มเฟือย เช่น สินค้าแบรนด์เนม, แพ็กเกจมือถือรายเดือนโปรฯ แพง ฯลฯ

การออมเงินมีด้วยกันหลากหลายเทคนิคและใครก็สามารถทำได้ แม้จะเป็นคนมีหนี้สินติดตัวก็ตาม ขอเพียงเริ่มลงมือทำจริงจังเท่านั้น

ไอเดีย ฝึกออมเงินสำหรับลูกน้อย

    ไอเดีย ฝึกออมเงินสำหรับลูกน้อย

    การบริหารการเงินส่วนบุคคลเป็นความรู้พื้นฐานที่ครอบครัวยุคใหม่ควรให้ความสำคัญและให้ความรู้เพื่อฝึกทักษะดูแลการเงินตัวเองให้กับลูกน้อย เนื่องจากความรู้ทางการเงินเป็นความรู้ใกล้ตัวที่เจ้าตัวเล็กจะต้องเผชิญกับตัวเองในวันข้างหน้า ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่เริ่มฝึกฝนตั้งแต่เล็ก ๆ จะช่วยให้ลูกน้อยสามารถดูแลการเงินของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ก่อนที่จะฝึกสอนให้เจ้าตัวเล็กรู้จักเก็บออม คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเหตุผลและคุณค่าของเงินให้ลูกน้อยได้ทราบ โดยในช่วงที่เด็กยังเล็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีบอกกล่าวเป็นคำพูด หรือเล่าเป็นนิทานหรืออ่านหนังสือสอนการเงินสำหรับเด็กที่มีภาพสีประกอบเพื่อให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนเก็บออมเงินควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินไปพร้อม ๆ กันได้เลย โดยไอเดียในการฝึกออมเงินสำหรับลูกน้อย มีดังนี้

    สอนเก็บเหรียญบาท
    วิธีเก็บออมเงินวิธีนี้เป็นวิธีเริ่มต้นที่สามารถฝึกกับเด็กเล็กได้ดี โดยคุณพ่อคุณแม่เลือกกระปุกออมสินน่ารัก ๆ เอาไว้ให้ลูกและตัวเองคนละ 1 กระปุก เมื่อถึงเวลาเลิกงาน – เลิกเรียน ให้คุณพ่อคุณแม่นำเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายประจำวันหยอดใส่กระปุกเป็นตัวอย่างให้เด็ก ๆ ทำตาม เมื่อครบเดือนคุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกน้อยทำกิจกรรมนับเงินสะสม โดยกำหนดของรางวัลเล็ก ๆ เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้กับเด็ก ๆ เมื่อมีเงินสะสมครบตามจำนวนที่ตั้งเอาไว้ เช่น หากเก็บเงินได้ 20 – 50 บาท จะได้กินไอศรีม, เก็บเงินได้ 51 – 100 บาทจะได้ของเล่นใหม่ เป็นต้น

    สอนเก็บเงินตามราคาของเล่นที่อยากได้
    ในช่วงวัยเด็กเราต่างมีของเล่นที่อยากได้ ดังนั้นเมื่อลูกน้อยร้องขอของเล่นที่อยากได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้เด็ก ๆ หัดเก็บค่าขนมจนกว่าจะได้ครบตามราคาของเล่น โดยในช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ออกเงินช่วยเหลือบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เด็ก ๆ รู้ว่าการเก็บออมเงินได้ประโยชน์จริง ๆ เช่น ของเล่นราคา 200 บาท คุณพ่อคุณแม่ช่วยเก็บ 50 บาท และให้ลูกน้อยเก็บเงินค่าขนมเองจนกว่าจะครบตามจำนวนที่เหลือ เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักการเก็บออมเพื่อของที่อยากได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกความอดทนและเพิ่มทักษะบริหารเงินของตนเองด้วย

    ให้เงินค่าตอบแทนเมื่อช่วยทำงานบ้าน
    วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป เป็นวิธีที่ช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักคุณค่าของเงินและสามารถใช้ควบคู่กับ 2 วิธีข้างต้นเป็นอย่างดี โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถกำหนดค่าตอบแทน เช่น ช่วยเก็บจานที่กินเรียบร้อยแล้วจะได้เงินค่าตอบแทน 3 บาท, ช่วยพับผ้าจะได้ 5 บาท หรือช่วยรดน้ำต้นไม้จะได้ 7 บาท เป็นต้น

    การฝึกออมเงินให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กจะทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ถึงความขยัน ความอดทนและคุณค่าของเงินได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเพื่ออนาคตที่สดใสของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นให้ความรู้แก่ลูกเรื่องการใช้เงินและเก็บออมเงินตั้งแต่เล็ก เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถดูแลการเงินของตัวเองได้อย่างดีในอนาคต

    คู่มือออมเงินเผื่อฉุกเฉินสำหรับสายอาชีพฟรีแลนซ์และค้าขาย

    คู่มือออมเงินเผื่อฉุกเฉินสำหรับสายอาชีพฟรีแลนซ์และค้าขาย

    การออมเงินเผื่อฉุกเฉินเป็นวิธีการลดความเสี่ยงจากวิกฤตสถานการณ์ทางการเงินที่คาดไม่ถึงที่ทุกอาชีพควรให้ความสำคัญ เพราะทำให้เราไม่ต้องกู้ยืมเงินและจ่ายดอกเบี้ยที่สูงเกินความจำเป็น โดยวิธีการคำนวณเงินออมเผื่อฉุกเฉินที่ควรเก็บจะใช้วิธีการนำรายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าผ่อนบ้าน, ค่าผ่อนรถ, ค่าบัตรเครดิต, ค่าน้ำ หรือค่าไฟ ฯลฯ มารวมกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3 – 6 เดือน

    ตัวอย่าง: รายจ่ายจำเป็นต่อเดือนของนาย ก. ประกอบไปด้วย ค่าผ่อนบ้านเดือนละ 5,000 บาท, ค่าผ่อนรถ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน 3,000 บาทและมีค่ากินอยู่เดือนละ 3,000 บาท เมื่อนำมารวมกัน 5,000 + 4,000 + 3,000 + 3,000 เท่ากับว่านายก.มีภาระค่าใช้จ่าย 15,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นนายก.ควรมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 45,000 – 90,000 บาท

    สำหรับวิธีการเก็บเงินออมเผื่อฉุกเฉินสำหรับอาชีพฟรีแลนซ์และค้าขายที่มีรายได้ไม่แน่นอน มีเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้การออมเงินเป็นเรื่องง่าย ดังนี้

    เก็บออมทันทีเมื่อมีรายได้เข้ามา โดยเก็บเป็นจำนวน 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เช่น วันนี้นายก.ขายไก่ทอดได้เงิน 3,000 บาท โดยมีต้นทุนในการขายไก่ 1,500 บาท เท่ากับว่าวันนี้นายก.จะมีกำไร 1,500 บาท ดังนั้นนายก.จึงควรเก็บเงินเป็นจำนวน 1,500 x 10% = 150บาท ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้นายก.สามารถบริหารจัดการรายรับ – รายจ่ายต่อวันได้ง่ายขึ้นและมีเป็นการฝึกวินัยการเก็บออมที่ดี

    กำหนดค่าใช้จ่ายต่อวัน สำหรับอาชีพฟรีแลนซ์และค้าขายที่มีรายได้ไม่แน่นอนจึงอาจทำให้บางวันมีรายได้สูงและเผลอใช้จ่ายเกินรายได้ก่อให้เกิดปัญหาหนี้ล้นพ้นตัวเกิดขึ้น การกำหนดค่าใช้จ่ายต่อวันและพยายามใช้จ่ายไม่เกินวงเงินที่ตั้งไว้เป็นวิธีที่ช่วยควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้ดี

    เก็บเงินทอน เมื่อกำหนดวงเงินที่ใช้จ่ายต่อวันและมีเงินเหลือจากการใช้จ่ายในแต่ละวันให้เก็บเงินทอนเหล่านั้นหยอดกระปุกเอาไว้ ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปเก็บสะสมรวมกับกองเงินออมเผื่อฉุกเฉินหรือเก็บไว้เพื่อใช้ในการจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน

    ทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายและการออมเงิน การทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายและการออมเงินในแต่ละวันจะทำให้ผู้ที่เริ่มฝึกเก็บเงินออมเผื่อฉุกเฉินสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและมีกำลังใจในการเก็บออมยิ่งขึ้น เนื่องจากเราสามารถเห็นจำนวนเงินออมที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ วันและช่วยเพิ่มความกระตือรือร้นในการเก็บออมเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ไม่ควรนำบัญชีรายรับ – รายจ่ายระหว่างธุรกิจและบัญชีรายรับ – รายจ่ายและการออมเงินส่วนตัวมาปนกัน เพราะทำให้เกิดความสับสนได้

    แม้ว่าอาชีพอาชีพฟรีแลนซ์และค้าขายจะเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอนแต่ก็สามารถเก็บออมเงินเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ใช้สอยยามจำเป็นง่าย ๆ เพียงนำเทคนิคนี้การเก็บออมเงินไปใช้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

    ออมเงินอย่างไรเพิ่มเงินเก็บได้จริง

    ออมเงินอย่างไรเพิ่มเงินเก็บได้จริง

    การออมเงินเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้คุณมีหลักประกันด้านหลักทรัพย์ที่มั่นคงในอนาคต เพื่อต่อยอดการทำธุรกิจส่วนตัวหรือเพื่อนำไปใช้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไม่จำกัด

    เรามาดูกันว่า ถ้าคุณต้องการเพิ่มเงินเก็บจะมีเทคนิคการออมวิธีใดบ้างที่ได้ผล

    1.การเก็บเงินเหรียญใส่กระปุกทุกครั้ง
    หากคุณได้รับเงินทอนไม่ว่าจะเป็นจากการซื้อของในร้านสะดวกซื้อ เงินทอนค่าทางด่วน ฯลฯ แนะนำให้คุณใส่กระปุกเก็บเอาไว้แทนที่จะวางไว้กระจัดกระจายที่ต่าง ๆ แล้วนำมานับรวมกันในแต่ละเดือนเพื่อนำไปฝากธนาคาร วิธีนี้จะทำให้คุณมีวินัยในการเก็บเงินจากการเห็นมูลค่าของเงินเหรียญที่ออมวันละเล็กละน้อย ก็กลายเป็นเงินสะสมหลักร้อยหลักพันบาทได้ในเวลาไม่กี่เดือน

    2.ตั้งใจหยอดเงินใส่กระปุกตามจำนวนวันของ 1 ปี
    วิธีการคิด คือ ใน 1 ปี มี 365 วัน ขอให้คุณนับจากวันที่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคมเท่ากับมูลค่าเงิน 1 จนถึง 365 บาท และให้หยอดกระปุกเก็บไว้เท่ากับเลขวัน เช่น วันที่ 1 มกราคม ออมเงิน 1 บาท วันที่ 31 มกราคม ออมเท่ากับ 31 บาท และออมเงินวันที่ 31 ธันวาคม เท่ากับ 365 บาท เทคนิคนี้ทำให้คุณไม่รู้สึกว่าการเก็บเงินเป็นภาระ และช่วยให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 66,795 บาทต่อปีเลยทีเดียว

    3.จำกัดการใช้เงินรายวัน
    คุณควรแยกเงินใส่ถุงเล็ก ๆ ไว้ เพื่อจำกัดการใช้ในแต่ละวัน เช่น วันละไม่เกิน 200 บาท หากมีเงินเหลือวันนั้น ให้นำเงินเก็บหยอดกระปุกไว้ และใช้เงินวันต่อไปในงบประมาณ 200 บาทเท่าเดิม ยิ่งคุณมีความเคร่งครัดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเหลือเงินเก็บมากเท่านั้น ในตอนท้ายของแต่ละเดือนก็ให้สรุปตัวเลขและนำเงินไปฝากเข้าบัญชีประจำหรือออมทรัพย์ เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้คุณเห็นตัวเลขจากการออมเงินได้อย่างชัดเจนและมีกำลังใจ ในการควบคุมค่าใช้จ่ายตัวเองได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

    4.เลิกใช้บัตรเครดิตหากไม่มีวินัยการเงินที่ดี
    การใช้บัตรเครดิตจะทำให้คนจับจ่ายใช้สอยง่ายกว่าปกติ มีการศึกษาวิจัยทางพฤติกรรม พบว่าคนเรามักจะเสียดายเงินหากต้องจ่ายเป็นเงินสดมากกว่าการรูดบัตรเครดิต แปลว่าคุณจะไตร่ตรองหลายรอบก่อนที่จะซื้อสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูงหลักพันหลักหมื่นบาทขึ้นไป หากคุณต้องการเพิ่มเงินออมให้กับตัวเอง ต้องงดใช้บัตรเครดิต เว้นแต่ว่าคุณเป็นคนมีวินัยในการใช้จ่ายสูงและวางแผนรอบคอบทุกครั้งก่อนใช้บัตรเครดิตเสมอ

    การเพิ่มเงินออมเป็นสิ่งที่คุณต้องทำด้วยตัวเอง โดยการมีวินัยในการจับจ่ายใช้สอยที่ประหยัด มีเป้าหมายในการออมเงินที่ชัดเจน เช่น ต้องการมีเงินเก็บ 5 แสนบาทภายในเวลา 2 ปี ต้องการเงินลงทุนธุรกิจ 1 แสนบาทให้ได้ในเวลา 1 ปี ฯลฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมุ่งมั่นให้สามารถออมเงินได้มากขึ้นแน่นอน

    เริ่มต้นออมเงิน เพื่อความมั่งคั่ง 2020

    เริ่มต้นออมเงิน เพื่อความมั่งคั่ง 2020

    การออมเงินเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เรามีเงินทุนเพียงพอเพื่อไปประกอบกิจการส่วนตัวในอนาคตได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินให้เสียดอกเบี้ย และยังเป็นการสร้างเงินเก็บสะสมสำหรับวัยเกษียณที่มั่งคั่งได้ เรามาดูกันว่าหากคุณต้องการมีเงินออมมากขึ้นเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต จะมีเทคนิคอะไรบ้าง

    1.การหักเงินบัญชีอัตโนมัติไปฝากประจำ

    คุณสามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งของธนาคารใดก็ได้ ในการตัดบัญชีเป็นประจำ โดยเลือกวันที่คุณสะดวก เช่น ทุกวันจันทร์ โดยระบบจะตัดเงินเท่ากันทุกสัปดาห์ เป็นเทคนิคที่ดีสำหรับการสร้างวินัยตัวเองให้ควบคุมการใช้จ่ายให้มีเงินเหลือในบัญชีพร้อมตัดไม่ต่ำกว่าระดับขั้นต่ำ เช่น ถ้าตั้งไว้ 1,000 บาท ทุกวันจันทร์ 1 เดือน คุณจะมีเงินเก็บถึง 4,000 บาท แล้ว จะเห็นว่าไม่ใช่เงินน้อยเลย

    2.ฝากเงินเข้าระบบสหกรณ์หรือ กอช.

    สำหรับผู้ที่ทำงานระบบราชการ หรือองค์กรที่สนับสนุนการเก็บออม สามารถสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ของหน่วยงานได้ เพื่อการฝากเงินอย่างเป็นระบบ โดยจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ที่ธนาคารด้วย ส่วนผู้ที่ทำงานค้าขาย บุคคลทั่วไป แนะนำให้สมัครเป็นสมาชิก กอช. หรือ กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐบาลรองรับ จะได้เงินสะสมแบบสมทบตามหลักเกณฑ์ด้วย ยิ่งออมไวก็ยิ่งมีเงินเก็บมาก หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารทั่วประเทศ

    3.การซื้อกองทุน

    การซื้อกองทุนถือว่าเป็นการออมเงินและลงทุนในเวลาเดียวกัน โดยต้องศึกษากองทุนที่มีคุณค่าทางการตลาดในระยะยาว เพื่อให้เงินของคุณสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าที่ได้รับจากดอกเบี้ยธนาคารหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างกองทุนที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เช่น กองทุนปัจจัย 4 กองทุนด้านเทคโนโลยี กองทุนด้านสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพลเมืองโลกในอนาคตอันใกล้

    4.การออมเงินสดตามจำนวนวัน

    สำหรับคนที่ถนัดการเก็บเงินสด การสะสมเงินเล็กน้อยตามจำนวนวันในแต่ละปี คุณจะได้เงินเก็บเพิ่มต่อปี เกือบ 7 หมื่นบาทเลยทีเดียว โดยหลักการ คือ ให้คุณสะสมเงินหยอดกระปุกออมสินเท่าจำนวนวัน เช่น วันที่ 1 มกราคม เท่ากับ 1 บาท วันที่ 30 มกราคม เท่ากับ 30 บาท นับต่อเนื่องไปจนด้วยครบ 1 ปี เท่ากับ 365 วัน โดยเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ต้องออมเท่ากับ 365 บาท หากทำต่อเนื่อง 10 ปี เท่ากับเงินเกือบ 7 แสนบาท ซึ่งมากเพียงพอสำหรับการนำไปลงทุนทำธุรกิจในอนาคตได้เลย

    การออมเงินเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งมีหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถเลือกแบบที่เหมาะกับตัวเอง หรือจะใช้หลายวิธีร่วมกันก็ได้ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้ทุกท่านนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อทำให้มีเงินเก็บมากขึ้นในอนาคต

    ทำงานเพื่อสร้างเงินเก็บ อายุหลัก 20+ คือจุดเริ่มสำคัญ

    ทำงานเพื่อสร้างเงินเก็บ อายุหลัก 20 คือจุดเริ่มสำคัญ

    การออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรฝึกให้มีวินัยตั้งแต่อายุน้อย และอย่างช้าก็ควรจะเริ่มต้นในวัยที่เริ่มทำงานมีเงินเดือนหรือรับค่าจ้างทำงานรายวัน เพราะจะทำให้คุณสามารถสะสมเงินเก็บจนมีเงินหลักล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี มาดูกันว่า จะมีเทคนิคอย่างไรในการออมเงินแบบมีประสิทธิภาพที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้

    เก็บเงินก่อนใช้เงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแนะนำว่า ทุกคนควรเก็บเงินอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ เพื่อเป็นเงินเก็บระยะยาว แล้วหลังจากนั้น จึงค่อยใช้จ่ายในส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น

    ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องเก็บเอาไว้เดือนละ 2,000 บาท ก่อน แล้วจึงแบ่งใช้จ่ายส่วนที่เหลือในวงเงิน 18,000 บาท จะทำให้ในระยะเวลาประมาณ 1 ปี คุณจะมีเงินเก็บถึง 24,000 บาทเลยทีเดียว

    เปิดบัญชีธนาคารต่างหาก การเปิดบัญชีต่างหากเพื่อเก็บเงินออมโดยเฉพาะ เป็นสิ่งที่ดีต่อการสร้างวินัยการออม โดยบัญชีนี้คุณต้องไม่ทำบัตร ATM เพื่อไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและไม่ต้องเผลอไปถอนใช้

    การเลือกเปิดบัญชีแบบฝากประจำ โดยเลือกสาขาที่สะดวกหรือใกล้บ้าน จะทำให้คุณได้รับดอกเบี้ยมากกว่าปกติด้วย ที่สำคัญคือเงินต้นจะไม่เสี่ยงสูญหายจากการนำไปลงทุนอย่างการเล่นหุ้นหรือซื้อกองทุนรวมหุ้น

    เก็บเงินเหรียญลงกระปุกออมสิน กระปุกออมสินยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อยู่เสมอ ทำให้คุณเห็นคุณค่าของเหรียญบาท 5 บาท 10 บาท มากขึ้น เช่น เงินทอนจากการซื้อกับข้าว เงินจากค่าทางด่วน ฯลฯ คุณจะมีเงินสะสมเพิ่มเดือนละหลายพันบาทได้ แทนที่จะนำเงินเหรียญไปซื้อของฟุ่มเฟือย เช่น ขนม เครื่องดื่ม และอื่น ๆ

    เก็บธนบัตรที่หายาก ธนบัตรแบบ 50 บาท จะมีการผลิตน้อยกว่าธนบัตร 20 และ 100 บาท ถ้าคุณได้รับเงินทอนเป็นธนบัตร 50 บาท ควรตั้งกฎเกณฑ์ในใจว่าจะไม่นำเงินนี้มาใช้ เคยมีผู้ที่ทำเช่นนี้ เมื่อรวมแล้วใน 1 ปี มานับดู ได้เงินเกือบ 100,000 บาทเลยทีเดียว

    ใช้เท่าไหร่ก็เก็บออมเพิ่มขึ้นเท่านั้น เมื่อคุณอยากซื้อของใช้แบรนด์เนมหรือของที่มีมูลค่าสูง จะต้องตั้งกติกากับตัวเองว่า ถ้าคุณซื้อสิ่งของเหล่านั้นไป คุณจะต้องมีการเก็บเงินเดือนหรือเงินที่ได้จากงานฟรีแลนซ์อย่างน้อยเท่ากับมูลค่าของที่คุณเสียเงินซื้อไป เพื่อให้คุณควบคุมตัวเองไม่ให้ซื้อของใช้ตามแฟชั่นมากเกินไป และยังเป็นการทำให้คุณมีวินัยในตัวเองไม่ผัดวันประกันพรุ่งกับการเก็บออมด้วย

    การเพิ่มเงินออมในช่วงวัยทำงานสามารถทำได้หลายวิธี ขอเพียงคุณมีความตั้งใจและเห็นประโยชน์ของการมีเงินเก็บในอนาคต เพื่อนำไปลงทุนธุรกิจหรือเป็นหลักประกันความมั่นคง ก็จะประสบผลสำเร็จแน่นอน

    เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเงินเก็บ ด้วย 3 กลไกป้องกันตัวก่อนใช้เงิน

    เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเงินเก็บ ด้วย 3 กลไกป้องกันตัวก่อนใช้เงิน

    คุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งหรือเปล่า คุณมีความสุขกับการได้เดินดูของตามห้างสรรพสินค้า ตามตลาดนัด หรือของที่วางขายข้างทางใช่ไหม คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่มักจะซื้อของมาเก็บไว้ที่บ้านเพียงเพราะชอบหรือสะดุดตาเมื่อเห็นครั้งแรก แต่ก็ไม่เคยได้หยิบมาใช้ ต้องเก็บไว้จนเต็มบ้าน ถ้าเรื่องเหล่านี้เป็นคอนเซ็ปต์ประจำตัวคุณ ก็คงจะต้องรีบปรับเปลี่ยน Mindset ให้เร็ว เพราะคุณมีโอกาสจะเก็บเงินออมได้อีกมาก หากสามารถหยุดการใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นได้ แล้วหันมาเก็บออมให้มากขึ้น

    สร้างกลไกป้องกันการ “ด่วนซื้อของ”

    เป็นขั้นตอนแรกของการปรับทัศนคติ เพื่อพลิกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ให้กลายเป็นเงินออมก้อนโต โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

    1. ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น “ทันที” ที่เห็นหรือรู้สึกว่าชอบ วิธีนี้ใช้ได้ดีกับพวกสินค้าแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า, กระเป๋า และรองเท้า รวมถึงการติดเกมส์หรือเดิมพันตามทีเด็ดบอลจากกูรูต่างๆ การทอดเวลาให้ตัวเองได้คิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนซื้อ เช่น ทบทวนว่าของชิ้นที่กำลังจะซื้อมีความจำเป็นจริง ๆ หรือ และราคาที่จะซื้อนั้นสูงเกินไปหรือไม่ วิธีการยับยั้งชั่งใจก่อนจ่ายเงินนี้ จะช่วยฝึกนิสัยการใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเก็บออมเงิน
    2. รอช่วงเวลาลดราคา หรือติดป้าย SALE ยิ่งเป็นสินค้าแฟชั่นที่มีการวางขายเป็นรุ่น ๆ หรือเป็นช่วงฤดูกาล ยิ่งมีโอกาสลดราคาได้บ่อย ๆ ในช่วงแรกของการลดราคาอาจเป็นการ SALE เพียงแค่ 10-20 % แต่ยิ่งนานไป ของชิ้นเดิมจะมีโอกาสลดราคาลงได้อีกมาก บางชิ้นอาจลดถึง 70 % ก็เป็นได้ การรอเวลาเพื่อซื้อสินค้าในช่วง SALE นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้แล้ว ยังเป็นการฝึกให้ยับยั้งชั่งใจก่อนจ่ายเงิน และช่วยแก้นิสัยชอบซื้อของที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย
    3. เลิกสนใจป้าย SALE จริงอยู่ว่าการรอซื้อสินค้าในช่วงลดราคาหรือติดป้าย SALE จะช่วยประหยัดและทำให้เก็บออมเงินได้มากขึ้น แต่ลองนึกจินตนาการต่อไปว่า หากเราไม่ซื้อของนั้นแม้จะเป็นช่วง SALE เราก็จะไม่ต้องจ่ายเงินเลย

    นำเงินที่ได้จากการตัดใจซื้อของ มาเก็บเป็นเงินออม

    ขั้นตอนนี้เป็นการต่อยอดจากขั้นตอนการยับยั้งชั่งใจ ทุกครั้งที่สามารถหยุดการซื้อของที่ไม่จำเป็นของตัวเองได้ ให้นำเงินที่เกือบจะจ่ายออกไปมาแยกใส่กระเป๋าเก็บไว้ และหากซื้อของชิ้นใดตามราคา SALE ให้นำเงินเท่ากับจำนวนส่วนลดที่ได้ มาเก็บไว้ในกระเป๋าเดียวกัน ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องสนใจเปิดดูเงินในกระเป๋านั้นบ่อย ๆ เมื่อครบ 1 ปี ให้นำเงินออกมานับ แล้วนำไปฝากในธนาคาร ก็จะกลายเป็นเงินออมก้อนใหม่ที่ได้จากการปรับ Mindset เปลี่ยนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นให้กลายเป็นเงินออม

    วิธีการเหล่านี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเอง และจะค่อย ๆ เปลี่ยนแนวคิดของคุณ ให้เป็นคนใหม่ที่ชอบการเก็บออมมากกว่าการใช้จ่ายหรือช้อปปิ้งแน่นอน